แนะนักลงทุนใช้ ESG บริหารความเสี่ยง

13

ภาครัฐ – เอกชน แนะนักลงทุนคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล บริหารความเสี่ยงอย่างยั่งยืน ระบุกลยุทธ์ ESG สร้างผลกตอบแทนที่ดีกว่ากองทุนทั่วไป

ข้อมูลจาก Global Sustainable Investment Review ปี 2561 ระบุว่า ทั่วโลกมีการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความยั่งยืนและคำนึงถึงปัจจัยด้านการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental Social Governance – ESG) รวมมูลค่า 31 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นมาตลอดนับจากปี 2559 – 2561 ขณะที่ในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลียและญี่ปุ่น มีการเพิ่มสัดส่วนลงทุนโดยใช้กลยุทธ์ ESG อย่างต่อเนื่องนับจากปี 2557 – 2561 และงานวิจัยบ่งชี้ว่าประมาณ 2 ใน 3 ของกองทุนแถบยุโรปที่ใช้กลยุทธ์ ESG มีผลการดำเนินงานที่ดีกว่ากองทุนทั่วไป

นางณัฐญา นิยมานุสร ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) กล่าวว่า สำนักงาน ก.ล.ต. มุ่งสร้างจิตสำนึกต่อการนำ ESG มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของหลักการดำเนินธุรกิจและกระตุ้นให้เกิดการผลักดันจากภาคสังคมเพื่อพัฒนาตลาดทุนไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยในปี 2560 ได้ออกหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีสำหรับบริษัทจดทะเบียนหรือ Corporate Governance Code (CG Code) 8 ข้อที่เปรียบเสมือนศีล 8 ในภาคการดำเนินธุรกิจ และการกำหนดหลักธรรมาภิบาลการลงทุน 7 ข้อสำหรับนักลงทุนสถาบันหรือ Investment Governance Code (I Code) จึงทำให้นักลงทุนสถาบันสนใจด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และหลักธรรมาภิบาลเพิ่มขึ้น

ปัจจุบันมีนักลงทุนสถาบันที่ปฏิบัติตามหลักการ I Code รวม 60 แห่ง ประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน 22 แห่ง บริษัทหลักทรัพย์ 24 แห่ง และบริษัทประกันชีวิตและประกันวินาศภัย 14 แห่ง มีมูลค่าสินทรัพย์ที่รับบริหารรวมกัน 9.4 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 61% ของจีดีพีประเทศไทย

ขณะที่ ดร.กฤษฎา เสกตระกูล รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในปี 2561 มีบริษัทจดทะเบียนที่เป็นสมาชิก Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) จำนวน 19 บริษัท ถือว่ามากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน และได้รับการประเมินคะแนน ASEAN CG Scorecard ในปี 2560 อยู่ที่ 85% เพิ่มขึ้นจากปี 2556 อยู่ที่ 67% โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ส่งเสริมให้นำปัจจัยดังกล่าวไปใช้ในกระบวนการดำเนินธุรกิจ และ Value Chain (ห่วงโซคุณค่า) ที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น กระบวนการปล่อยน้ำเสีย กำจัดขยะ ฯลฯ และมีการมอบรางวัล SET Awards และ SD Awards เพื่อส่งเสริมบริษัทจดทะเบียนดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

นายวิทัย รัตนากร เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา กบข.นำปัจจัย ESG เข้ามาใช้บริหารและจัดพอร์ตการลงทุน โดยร่วมกับผู้จัดการกองทุนปรับหลักเกณฑ์การลงทุน เช่น เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นที่ดำเนินธุรกิจโดยคำนึง ESG ส่งผลให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้นและให้ผลตอบแทนในระยะยาวที่สม่ำเสมอ ล่าสุด กบข.ร่วมกับนักลงทุนสถาบันทั้งหมด 32 ราย ซึ่งมีพอร์ตสินทรัพย์รวมทั้งสิ้นประมาณ 10.88 ล้านล้านบาท ลงนามใน Negative List Guideline เพื่อทำข้อตกลงร่วมกันที่จะผลักดันการเปลี่ยนแปลงในบริษัทที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมรวมถึงไม่มีธรรมาภิบาล ตลอดจนสนับสนุนการเข้าลงทุนในบริษัทที่มี ESG อีกด้วย

นายแพททริค ฮาวเตอร์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พรินซิเพิล โกลบอล อินเวสท์เตอร์ส เปิดเผยว่า ปัจจุบัน กลุ่มนักลงทุนสถาบันได้ปรับปรุงกลยุทธ์และแนวทางการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ อาทิ หุ้น ตราสารหนี้ ฯลฯ โดยนำปัจจัยด้าน ESG มาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการให้คะแนนเพื่อคัดเลือกสินทรัพย์ที่จะเข้าลงทุน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การลงทุนที่จะสร้างความยั่งยืนในระยะยาวและยังสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดี เนื่องจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนล้วนมีผลต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมทั้งสิ้น

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2533 กลุ่มพรินซิเพิลได้ให้บริการรับบริหารเงินลงทุนโดยเน้นปัจจัยด้าน ESG และยึดมั่นแนวทางลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบมาโดยตลอด สอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์กรที่ต้องการสนับสนุนให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเห็นถึงความสำคัญด้าน ESG และกลุ่มพรินซิเพิลได้นำปัจจัยดังกล่าวไปใช้กับการบริหารสินทรัพย์ทุกประเภท เพื่อช่วยเหลือลูกค้าวางแผนการลงทุนเพื่อบรรลุผลลัพธ์ที่สำคัญ 2 ข้อคือ การปกป้องทรัพย์สินหรือเงินลงทุนของลูกค้า พร้อมกับมอบอนาคตที่ดีกว่าให้แก่ลูกค้าทุกราย

กลุ่มพรินซิเพิล ปัจจุบันรับบริหารเงินลงทุนให้แก่ลูกค้ากว่า 21 ล้านคนทั่วโลก ได้ลงนามเข้าร่วมภาคีเครือข่าย United Nations-sponsored Principles for Responsible Investing (UNPRI) และได้รับการจัดอันดับ A+ ซึ่งเป็นอันดับสูงสุดของการประเมินผลด้าน ESG โดยการนำปัจจัย ESG มาใช้ในการลงทุน สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับ คือ
1. Screening (การคัดกรอง) ได้แก่ Negative Screening หรือการคัดกรองเชิงลบ เช่น การกำหนดว่าจะไม่ลงทุนในหุ้นที่ดำเนินธุรกิจที่มีผลกระทบเชิงลบกับสังคมหรือเป็นบริษัทที่ไม่มีธรรมาภิบาล Positive Screening หรือการคัดกรองเชิงบวก เช่น เลือกลงทุนในหุ้นที่ดำเนินธุรกิจโดยใส่ใจสิ่งแวดล้อม และ Norm-Base Screening หรือการคัดกรองโดยเปรียบเทียบกับมาตรฐานขั้นต่ำเป็นบรรทัดฐาน

2. Full ESG Integration หรือการนำปัจจัย ESG ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล มาใช้บูรณาการอย่างเต็มรูปแบบ เช่น การวิเคราะห์โครงสร้างทางการเงิน ฯลฯ

3. Impact/ Thematic หรือการกำหนดธีมหรือเซกเตอร์ธุรกิจที่จะเข้าลงทุน

4. Engagement/ Stewardship หรือการเข้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทที่จะเข้าลงทุนเพื่อกระตุ้นให้เห็นความสำคัญของ ESG

นายกสิน สุตันติวรคุณ FCAS, FSAT, Wealth Solutions Leader and Consulting Actuary บริษัท เมอร์เซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ปรึกษาด้านการลงทุน กล่าวว่า มีเหตุผลหลัก 3 ข้อที่ผู้จัดการกองทุนควรนำปัจจัย ESG มาใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ได้แก่ Risk Management หรือการบริหารเสี่ยงต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น Return หรือช่วยเพิ่มโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว และ Reputation หรือความมีชื่อเสียง โดยบริษัทฯ แบ่งการดำเนินการเป็น 4 ขั้นตอนคือ 1.Belief โดยเริ่มต้นจากการกำหนดความเชื่อ เช่น เชื่อว่าการดำเนินธุรกิจต้องคำนึงผลกระทบกับการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change) 2.Policy หรือการนำความเชื่อมากำหนดเป็นนโยบายการลงทุน เช่น ประเภทธุรกิจที่จะลงทุนหรือไม่เลือกลงทุน 3.Process การกำหนดกระบวนและกลยุทธ์การลงทุน และ 4.Porfolio หรือการสร้างพอร์ตลงทุน