รวมพลังกู้ชีพกู้ภัยจิตอาสา ในงานประชุมแพทย์ฉุกเฉิน

Published on

กู้ภัย-กู้ชีพ กว่า 3 พันคน รวมพลังกู้ชีพกู้ภัย จิตอาสาไทย ใจเป็นหนึ่งเดียว  ในการประชุมการแพทย์ฉุกเฉินขององค์กรการกุศลที่มีบทบาทด้านการแพทย์ฉุกเฉินที่ไม่แสวงหาผลกำไร ครั้งที่ 3 ด้านเลขาธิการสพฉ. คาด ปฏิรูระบบสธ. ใช้เวลา 4 ปี เน้น ECS  หรือ ระบบการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน วอน ร่วมมือพัฒนาองค์ความรู้ช่วยผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมา มีการประชุมการแพทย์ฉุกเฉินขององค์กรการกุศลที่มีบทบาทด้านการแพทย์ฉุกเฉินที่ไม่แสวงหาผลกำไร ครั้งที่ 3 รวมพลังกู้ชีพกู้ภัย จิตอาสาไทย ใจเป็นหนึ่งเดียว” โดยมีเครือข่ายองค์กรการกุศลที่ไม่แสวงหากำไรทั่วประเทศด้านกู้ภัยกู้ชีพจำนวน 252 แห่ง รวมกว่า 3,000 คนเข้าร่วม

นายประวิทย์ อัศวินชัย ประธานมูลนิธิพุทธธรรม 31 นครราชสีมา  กล่าวว่า ตัวแทนเครือข่ายองค์กรการกุศลที่ไม่แสวงหากำไรและคณะผู้จัดการประชุม ด้วย พ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ.2551 กำหนดให้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ มีบทบาทในการบริหารจัดการ ประสานการปฏิบัติงาน กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ให้เกิดความร่วมมือในการปฏิบัติงานด้านการแพทย์ ฉุกเฉินร่วมกัน ทำให้ผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการคุ้มครองสิทธิในการเข้าถึงระบบการแพทย์ฉุกเฉินอย่าง ทั่วถึง เท่าเทียม มีคุณภาพมาตรฐาน โดยได้รับการช่วยเหลือและรักษาพยาบาลอย่างมีประสิทธิภาพ และทันต่อเหตุการณ์ ในขณะที่สถานการณ์การเจ็บป่วยฉุกเฉินและสาธารณภัยของประเทศ มีความหลากหลายและซับซ้อนมาก จึงต้องอาศัยความร่วมมือทั้งในด้านการกู้ชีพและกู้ภัยจากหลากหลายหน่วยงาน จึงจะทำให้มีการ ช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ ซึ่งการประชุมในครั้งนี้เพื่อสร้างองค์ความรู้ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ งานการแพทย์ฉุกเฉินและงานกู้ภัย และสร้างความเข้มแข็งและความร่วมมือของภาคี เครือข่ายองค์กรการกุศลที่ไม่แสวงหากาไรในการพัฒนาการกู้ชีพกู้ภัยของประเทศไทย ให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนและชาวต่างชาติทั้งในภาวะปกติและภาวะภัยพิบัติ

เรืออากาศเอกอัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ( สพฉ.) กล่าวถึงนโยบายและทิศทางการดำเนินงานการแพทย์ฉุกเฉิน ว่า   การเกิดขึ้นของสพฉ.เพื่อคุ้มครองดูแลพี่น้องประชาชน ให้ผู้ป่วยฉุกเฉิน ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที ทั่วถึง และเท่าเทียม โดยต้องอาศัยภาคีเครือข่าย ความร่วมมือในเชิงการปฏิบัติการฉุกเฉิน แต่ไม่ได้เริ่มจากคำว่า EMS ( Emergency medical services)  ที่เป็นการบริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน แต่เป็นเรื่องของ SAR  ( Search Is An Emergency ) หรือ การค้นหากู้ภัย  ซึ่งกรณีเหตุการณ์ถ้ำหลวงมีความสำคัญ และทำให้ประชาชน เข้าใจถึงกระบวนการกู้ภัยว่าที่ก่อนจะช่วยชีวิตได้ ต้องมีการค้นหาก่อน ดังนั้นการค้นหา และการกู้ภัยจะมาคู่กัน จากนั้นถึงจะเข้าสู่กระบวนการ EMS  ซึ่งจะต้องมีบุคลากรระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ตั้งแต่นอกโรงพยาบาล หรือ ในระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่กำลังจะเข้ามาร่วมมือกันในเรื่องนี้มากขึ้น

เรืออากาศเอกอัจริยะ กลาวว่า การส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาล และการปฏิบัติงานในห้องฉุกเฉินก็มีความสำคัญ จะต้องเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ถ้ากรณีโรงพยาบาลแห่งแรก ยังไม่พ้นภาวะฉุกเฉิน การส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพอื่นนั้นก็มีความจำเป็นและสำคัญเช่นเดียวกัน  ทั้งนี้ในการบริหารจัดการเรื่องสาธารณะภัย  จะมีคำใหม่ คือคำว่า Emergency Care System  (ECS)  หรือ ระบบการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน โดยคำนี้กำลังจะถูกนำไปอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ หรือ แผนปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุข ซึ่งจะเป็นการพัฒนาขีดความสามารถของทั้งระบบ คาดว่าจะต้องใช้เวลาในการปฏิรูป 3-4 ปี

“ในช่วงที่ปฏิรูปอยู่นั้น พวกเราเองที่ปฏิบัติหน้าที่ คงจะต้องตระหนักเรื่องของหน้าที่ ว่าเรามาด้วยใจ ผมเองเป็นคนหนึ่งที่เป็นจิตอาสาที่อยากเข้ามาช่วยเหลือประชาชน ร่วมแรงร่วมใจกัน เมื่อเรามีความตั้งใจแล้ว เราต้องพัฒนาตนเอง เพื่อให้เราสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยด้วย จึงอยากขอให้มีการพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง”

เลขาธิการสพฉ. ระบุด้วยว่า ในปี 2562 สพฉ. เตรียมขับเคลื่อนการจัดให้มีหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินที่ได้มาตรฐานการตรวจประเมินคุณภาพระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทยหรือ TEMSA  จึงขอความร่วมมือให้หน่วยที่อยู่ในระบบการแพทย์ฉุกเฉินทั้งหมดทั้งประเทศ กว่า 8,700 หน่วย ทำการประเมินตนเอง ว่าอยู่ในกลุ่มที่มีมาตรฐานหรือไม่อย่างไร ซึ่งเป็นการยกระดับการให้บริการทางการแพทย์ฉุกเฉินอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังปลอดภัยทั้งตัวเราเอง ผู้ปฏิบัติการอื่น ประชาชน และ ผู้ป่วยฉุกเฉินด้วย

ขณะที่นายกฤชเพชร เพชระบูรณิน ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการป้องกันสาธารณภัยกล่าวว่า ปัจจุบันภัยพิบัติมีความซับซ้อน และหลากหลายมากขึ้น ซึ่งเกิดได้ทุกภูมิภาคทั่วโลก ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลหวังเป็นอย่างยิ่งคือการให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการภัยพิบัติ ทั้งในด้านการกู้ชีพและกู้ภัย ซึ่งมีส่วนสำคัญในการจัดการภัยพิบัติ โดยที่ผ่าน มาปภ.ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกภาคส่วน  และหวังว่าในอนาคตจะต้องพัฒนาทั้งองค์ความรู้ ระบบการจัดการ และการฝึกทักษะต่างๆ ร่วมกัน โดยในปีหน้าปภ.จะจัดอบรมหลักสูตรนานาชาติ เพื่อผลักดันมาตรฐานทีมกู้ภัยไทย ซึ่งจะมีผู้เชี่ยวชาญจากออสเตเรียมาดำเนินการอบรมให้

ขณะที่นายนพดล สันติภาภรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด กล่าวว่า ทุกคนในที่นี้ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้คนไทยมีชีวิตอยู่ต่อไปด้วยการรักษาพยาบาล หรือ ส่งโรงพยาบาลอย่างทันท่วงที และมองว่าหากเราสามารถนำข้อมูลต่างๆ มาบริหารจัดการก็จะต้องให้การดำเนินการช่วยเหลือผู้ป่วยมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะนี้กู้ชีพกู้ภัย ถือเป็นหน่วยงานที่อยู่ปลายน้ำ แต่จะทำอย่างไรให้สามารถไปอยู่ต้นน้ำได้ และทำหน้าที่บริหารจัดการความปลอดภัยให้กับคนทั้งประเทศ ในการลด-หลีกเสี่ยง-ป้องกัน ให้ทุกคนมีความปลอดภัยมากขึ้น เพราะทุกวันนี้ประเทศไทยเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุอันดับต้นๆของโลก

ทั้งนี้สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การนำเสนอนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการกู้ชีพกู้ภัยของสพฉ. ,กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย , บริษัทกลางคุ้มครอง ผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ,การบรรยายการให้ความรู้ด้านกู้ชีพกู้ภัย , การเสวนาการแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ ,การจัดแสดงสาธิตการกู้ชีพกู้ภัย และการจัดนิทรรศการภายนอกห้องประชุม

 

Latest articles

กรุงเทพฯ ติดอันดับจุดหมายปลายทางที่นักเดินทางกลับมาเยือนซ้ำมากที่สุด

อโกด้า แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว เผยผลการจัดอันดับจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่นักเดินทางเลือกกลับมาเยือนซ้ำมากที่สุด 10 อันดับในเอเชีย โดยอ้างอิงจากข้อมูลการจองที่พักในช่วงครึ่งปีแรกของปี พ.ศ. 2569

SABINA ผนึก Sanrio ส่งคอลเลกชันHello Kitty ปลุกโมเมนต์การเดินทางสุดคิวท์

SABINA ผนึกความร่วมมือกับ Sanrio เจ้าของคาแรคเตอร์แบรนด์ระดับโลก ชวนเช็คอินความน่ารักกับคอลเลกชันพิเศษ Hello Kitty (เฮลโล คิตตี้) ภายใต้คอนเซปต์ “Welcome aboard SABINA AIRLINES

สตาร์บัคส์ ซีรีส์นามะ นำทัพเมนูทางเลือกเพื่อสุขภาพ ฮีลใจรับเทศกาลกินเจ

สตาร์บัคส์ ประเทศไทย ชวนทุกคนหยุดพักจากความเร่งรีบ ดื่มด่ำกับจังหวะชีวิตที่ช้าลงและใส่ใจสุขภาพของตัวเองมากยิ่งขึ้น ด้วยหลากหลายเมนูเครื่องดื่มคุณภาพเยี่ยมที่คราฟท์ขึ้นอย่างพิถีพิถัน พร้อมเปิดตัวเมนูอาหารในธีมสุขภาพ และเมนูทางเลือกสำหรับเทศกาลกินเจ

SCGP – น้ำมันพืชกุ๊ก ต่อยอดพันธมิตรด้านความยั่งยืน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนตลอดห่วงโซ่

SCGP และบริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด ผู้ผลิตน้ำมันพืชกุ๊ก หนึ่งในธุรกิจหลักของกลุ่มพูลผล เดินหน้าขยายความร่วมมือจากการส่งมอบโซลูชันบรรจุภัณฑ์ สู่การเป็นพันธมิตรด้านความยั่งยืน ลงนามบันทึกข้อตกลงด้านการส่งเสริมการจัดการขยะอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

More like this