9 จุดท่องเที่ยวเกษตรน่าชม ก้าวย่างที่อิ่ิมอารมณ์ ณ นครปฐม

725

กลับมาจากทริปท่องเที่ยวทีไร เพื่อนพี่น้องที่ได้เจอก็มักจะมีคำถามว่า ไปไหนมาบ้าง พักหลังเลยอาศัยบอกแค่น้ำจิ้มๆ ไป และบอกว่า เขียนเสร็จแล้วจะส่งให้ จะได้ไม่ต้องมานั่งกันยาว แต่เอาเข้าจริงๆ  การไปเที่ยวมาครั้งหนึ่ง ก็พบเจอแง่มุมที่หลากหลาย หากต้องเล่าให้ละเอียดแบบถี่ยิบ คงใช้เวลาเหมือนดูหนังเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

โดยเฉพาะบางสถานที่ ที่มีเรื่องราวดีๆ อยู่มาก อย่างล่าสุดกับจังหวัดนครปฐม ที่หยิบยกการท่องเที่ยวเชิงเกษตรมาให้เราได้ร่วมชื่นชม แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรจังหวัดนครปฐม ในโครงการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยววิถีเกษตร ไปดูกันว่า ที่สรุปความมาแล้วว่าไปเจออะไรมาบ้างนั้น มันมีอะไร….

1.ชื่นวิถีแห่งประวัติศาสตร์ ล่องคลองมหาสวัสดิ์

คลองมหาสวัสดิ์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่ได้รับการคัดเลือกจากกรมส่งเสริมการเกษตรให้อยู่ใน “50 แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรต้องชม” ประจำปีงบประมาณ 2561 โดยวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรล่องเรือชมสวนเลียบคลองมหาสวัสดิ์ ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม

คลองมหาสวัสดิ์ เป็นคลองขุดที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) โปรดเกล้าฯ ให้ขุดเพื่อเป็นเส้นทางเสด็จฯ ไปนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ ใช้เวลา 5 ปี จึงขุดเสร็จ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2398 – 2403 คลองขุดมหาสวัสดิ์ที่มีความยาว จากกรุงเทพ ถึงแม่น้ำท่าจีน 27 กิโลเมตร

สายน้ำแห่งวิถีชีวิตแห่งนี้มีเรื่องเล่าอยู่มากมาย เช่น การโปรดเกล้าฯ ให้สร้างศาลาริมคลอง 7 ศาลา ยกตัวอย่างเช่นศาลากลาง (ตำบลศาลากลาง จังหวัดนนทบุรี) ศาลาธรรมสพม์ (เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร)ศาลายา และศาลาดิน ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอพุทธมณฑล

อีกเรื่องที่ฟังแล้วว้าวเบาๆ เพราะบริเวณนี้มีผู้ใช้นามสกุล ขึ้นต้นและลงท้ายด้วยคำว่า “สวัสดิ์”  ประมาณ 68 นามสกุล เช่น สวัสดิ์แดง สวัสดิ์จุ้น สวัสดิ์สรเดช สวัสดิ์นำ สวัสดิ์ดีมี ดีสวัสดิ์ ฯลฯ อยากรู้เหมือนกันว่าบ้านไหน นามสกุลอะไร ถ้ามีป้ายเป็นกิมมิคให้เห็นเด่นชัด ก็ดูว่าเก๋ไม่เหมือนใครอยู่นะ

การล่องเรือในคลองมหาสวัสดิ์ เป็นกิจกรรมที่เริ่มต้นการท่องเที่ยวชุมชนเกษตรในพื้นที่แห่งนี้ ถือเป็นการปูพื้นการเที่ยวเชิงเกษตรที่ต้องอาศัยสายน้ำหล่อเลี้ยง ก่อนจะไปดูผลผลิตตามจุดต่างๆ โดยจะลงเรือกันที่ท่าน้ำวัดสุวรรณาราม ซึ่งนอกจากจะขับรถมาเองแล้ว ยังนั่งรถไฟมาลงสถานีวัดสุวรรณารามได้ด้วย

ติดต่อล่องเรือคลองมหาสวัสดิ์ได้ที่ ผู้ใหญ่มนูญ นราสดไส 08-1498-9091ค่าเหมาเรือ 300 บาท (นั่งได้ 6 คน) บวกค่าใช้จ่ายอีกคนละ 100 บาท (แวะเที่ยวชม 5 จุด)

2.นาบัวลุงแจ่ม ชื่นใจ ชุ่มตา มัน…แจ่มมาก

ในเส้นทางของคลองมหาสวัสดิ์ เลี้ยวเข้าไปอีกหน่อย เหมือนกับการเข้าซอยที่ไม่ต้องพึ่งวินมอเตอร์ไซด์ เพราะเรือจากท่าวัดสุวรรณารามจะแตะถึงท่า “นาบัวลุงแจ่ม” ที่ได้ชื่อว่า เป็นอีกจุดที่เข้ามาแล้ว เพลินใจ สบายตา จากบึงบัวที่ดัดแปลงมาจากนา พื้นที่ราว 15 ไร่ ปกคลุมไปด้วยบัวหลายสายพันธุ์

ช่วงที่ดอกบัวโตจนได้ที่ จะทำการพายเรือเก็บบัวกันตั้งแต่เช้าราว 7.00-9.00 น. ทางเจ้าของบอกว่าช่วงอากาศดีๆ ไม่หนาว ไม่ฝนหนักจนเกินไป จะเก็บดอกบัวได้ถึงวันละ 3,000-4,000 ดอก ส่วนช่วงอากาศไม่อำนวยก็จะได้ราว 1,000-2,000 ดอก

มาถึงนาบัวแล้ว ใครจะเลือกมุมเก๋ๆ ของตัวเองก็ครีเอทกันให้เต็มที่ จะแกว่งขาบนสานไม้ หรือ อ้อยอิ่งชมนกชมไม้ตรงศาลาหลังเล็ก หวือหวากันหน่อยก็ลงไปแหวกว่ายอยู่ในดงบัวที่ปกคลุมเหนือน้ำ แต่ไม่ต้องถึงกับกระโจมอกตีโป่งลงไป เพราะติดต่อเจ้าของบ้านให้พายเรือพาไปได้

เสียดายว่าวันนี้เราอาจจะมาสายกันไปหน่อย ทำให้สีสันของบึงบัวที่ผ่านการเก็บไปแล้ว ค่อนข้างจะเขียวคุม แต่จะว่าไปใบบัวแต่ละใบหรือรวมกลุ่มกันก็ดูชื่นใจ ที่ปริ่มน้ำ ก็ดูสวยดี ยิ่งมองเข้าไปให้ลึก ยิ่งงดงามไปอีกแบบ ส่วนดอกบัวที่มีให้เห็นอยู่ประปรายในช่วงสายวันนี้ ก็งดงามเป็นดาวเด่น เพราะเจอตรงไหน บรรดาเราก็กรี๊ดๆๆๆ มุ่งเข้าไปหา (โดยไม่ได้ออกเสียง)

และวันนี้ก็มีเมนูพิเศษ เป็นเมี่ยงคำบัวหลวง มาเป็นกิจกรรมให้เราลองลิ้ม ชิมฝีมือตัวเอง จะว่าไปแล้วก็ไม่ได้ใช้ฝีมืออะไร เครื่องปรุง เครื่องเคียงทั้งหมด เจ้าบ้านเขาก็จัดไว้ให้แล้ว เหลือแค่ตัก  ห่อ  เข้าปาก เคี้ยวแก้มตุ่ยกันถ้วนหน้า อร่อยเหลือเชื่อ

(นาบัวลุงแจ่ม อยู่ใน 5 จุดท่องเที่ยวของคลองมหาสวัสดิ์ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม นอกจากขอกิจกรรมพิเศษ หรือซื้อสินค้าเกษตรอย่างชาเกสรดอกบัว หรืออุดหนุนดอกหรือใบบัวกลับไป)

3.สดใส เฮฮา กับคุณป้าอารมณ์ดี ที่บ้านฟักข้าว

ย้อนออกมาไม่ไกลกันมาก ก็จะพบซุ้มไม้ไผ่สีสันสดใส เพราะปกคลุมด้วยกิ่งก้านใบของฟักข้าว พร้อมผลที่กำลังขับสีสันสู้แสง “บ้านฟักข้าว” เป็นอีกจุดที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบกันมาก เพราะมาถึงแล้ว ได้ชิมน้ำฟักข้าว รสชาติจี๊ดใจ อร่อยได้สุขภาพ

สีสันของฟักข้าว ยังดึงดูดให้ทุกคนเดินเข้าไปหา จะถ่ายรูปเก็บไว้ หรือเซลฟี่บอกเพื่อน ก็เป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยสีสัน และสีสันที่สดยิ่งกว่าฟักข้าว ต้องยกให้คุณป้าบำรุง เจ้าบ้านใจดี คอยแจกโน่นแจกนี่ให้ชิมตลอดเวลา

ป้าแกให้ชิมไปคุยไป รับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศมามาก็เยอะ ดาราศิลปินที่เคยมา ป้าก็แชะภาพไว้แล้วนำมาโชว์ให้เราดู เป็นที่สนุกสนาน นี่สินะที่เรียกว่า ท่องเที่ยวจะดีได้เพราะเจ้าบ้าน ป้าแกไม่ต้องไปอบรมคอร์สบริการมาจากไหน เพราะเซอร์วิสมายด์มาเต็ม แถมวันนี้ยังร้องเพลงให้เราฟังด้วยนะ

มาถึงบ้านฟักข้าว ได้เรียนรู้สรรพคุณของฟักข้าวและชิมผลผลิตจากฟักข้าวในบรรยากาศอันร่มรื่นเป็นกันเองแล้ว ยังได้เลือกช้อปผลิตภัณฑ์จากฟักข้าวกลับไปฝากคนที่บ้านกันอีกด้วย

(บ้านฟักข้าวเป็นหนึ่งใน 5 จุดท่องเที่ยวคลองมหาสวัสดิ์ แวะมาแล้ว ได้ความรู้และได้ชิมของอร่อย แต่ที่ประทับใจที่สุด ก็การได้เจอคุณป้าอารมณ์ดีท่านนี้แหละ)

4.ทำข้าวห่อใบบัวแล้วออกไปซิ่งกับสิงห์คะนองนา

ย้อนกลับมาตรงวัดสุวรรณาราม ในฝั่งตรงข้าม เป็นที่ตั้งของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปรรูปอาหารและผลไม้ ตำบลศาลายา ซึ่งจะมีชาวบ้านมารวมตัวกันทำกิจกรรมเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว ทั้งการแปรรูปอาหาร เช่น ข้าวตัง ซึ่งทำกันสดๆ ชิมกันกันตรงหน้า พร้อมอิ่มหนำกับผลไม้สดตามฤดูกาล ที่ขาดไม่ได้ก็พวกขนุนและส้มโอ

ที่นี่จะมีกิจกรรมให้เราเลือกทำกันหลายอย่าง และวันนี้ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดนครปฐม ก็ได้จัดกิจกรรมทดลองทำข้าวห่อใบบัวให้เราได้ร่วมลงมือ ใบบัวใบขนาดใหญ่ รองอีกชั้นด้วยใบตอง รองพื้นด้วยเครื่องเคียงสารพัด โปะลงไปด้วยข้าวผัดที่อัดแน่นได้รูปอยู่จากถ้วย ทำการห่อ แล้วนำไปนึ่งเพิ่มความหอมกรุ่นอีกครั้ง พิถีพิถันขนาดนี้ มื้อเที่ยงวันนี้อร่อยแน่

ระหว่างรอมื้อเที่ยง เราก็กระโจนขึ้นรถอีแต๋น หรือสิงห์คะนองนา ซึ่งบอกว่าจะพาเข้าไปชมสวน ก็เห็นเป็นรถทางการเกษตรธรรมดาๆ แต่เวลาเลี้ยวโค้งมา คุณลุงนักซิ่งแกสวมหัวใจสายดริฟท์  ไม่นึกว่าจะเป็นการนั่งรถอีแต๋นชมสวนที่เร้าใจได้ขนาดนี้

กลับมาอีกที ข้าวห่อใบบัวของเราก็พร้อมแล้ว วิธีการกินไม่ต้องแกะห่อออกมาให้เสียโฉม พลิกด้านเรียบที่มีเครื่องเคียงขึ้นมา แล้วทำการผ่าเป็นกากบาท ก็ใช้ช้อนตักกินได้ง่ายๆ กลิ่นฟุ้งรันจวนใจ ไม่รีรออะไรกันอีกแล้ว นอกจากนั้น เมนูอื่นๆ ที่เจ้าถิ่นเตรียมไว้ให้ด้วย

(กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปรรูปอาหารและผลไม้ ตำบลศาลายา เป็น 1 ใน 5 จุดท่องเที่ยวคลองมหาสวัสดิ์ และมาเที่ยวชมสวนและชิมผลไม้ได้ ส่วนข้าวห่อใบบัวราคา 80 บาท บอกไว้ก่อนว่าห่อใหญ่มากขนาดที่รับประทาน 2 คนได้ ซึ่งต้องติดต่อล่วงหน้าเช่นเดียวกับเมนูอาหารอื่นๆ)

5.กินติมไรซ์ห้อยขา ชมนาอินทรีย์ เกาะลัดอีแท่น

ออกจากเขตศาลายา แนะนำให้มุ่งหน้าสู่เกาะลัดอีแท่น ซึ่งมีสถานที่สำคัญอย่างวัดไร่ขิงตั้งอยู่ นอกจากมาไหว้พระขอพรแล้ว บริเวณวัดไร่ขิงก็เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นรถรางชมวิถีเกษตรของเกาะลัดอีแท่นได้

ออกสตาร์ทกันแบบสบายๆ ไม่ต้องรีบร้อน ทั้งยังได้มองเห็นทัศนียภาพกันอย่างเต็มตา แวะชมพิพิธภัณฑ์วิถีชุมชนคลองผีเสื้อ หรือพิพิธภัณฑ์บ้านปู่พนม ซึ่งรวบรวมของใช้ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ และของลุงพนมเอง

แต่จุดไฮไลท์ที่สายฮิปไม่ควรพลาดคือ ศูนย์การเรียนรู้การปลูกพืชระบบอินทรีย์ ชื่ออาจจะฟังดูวิชาการไปหน่อย แต่กลายเป็นสถานที่สุดชิลล์ แถมยังเป็นแหล่งปลูกข้าวไรซ์เบอรี่ที่ขึ้นชื่อ

ที่บอกว่าชิลล์ก็ด้วยเรือนไม้ไผ่ ที่สร้างออกแนวระเบียงชมวิว 2 ชั้น มีบึงน้ำและนาข้าวเป็นฉากให้นั่งชมกันแบบเพลินๆ จุดนี้มีกลุ่มมาศึกษาดูงานกันมาก และกลุ่มสายชิลล์ก็ชื่นชอบกันมาก เพราะได้มานั่งเล่น กินลม ชมวิว แบบไม่ต้องรีบร้อน แถมวันนี้ ยังมีการสาธิตแปรรูปไอศกรีมจากข้าวไรซ์เบอรี่มาให้ชิมกันด้วย รสชาติเหมือน “ไอติมกะทิข้าวเหนียวดำ” ที่หอมหวานแบบบ้านๆ ลงตัวทั้งรสชาติและบรรยากาศ

(รถรางเพื่อการท่องเที่ยวเกาะลัดอีแท่น มีค่าใช้จ่ายท่านละ 60 บาท ระยะเวลาการนำชม ประมาณ 1 ชั่วโมง ให้บริการเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์)

6.ไหว้พระวัดทรงคนอง ช้อปปิ้งของดีเมืองเกษตร

ระยะทางท่องเที่ยวเกาะลัดอีแท่นจะลัดเลาะเข้าไปในแนวสวนส้มโอ วันนี้มีส้มโอจากสวนส้มโอคุณรัตนามาให้ชิม ก่อนจะมุ่งหน้าสู่วัดทรงคนอง วัดที่ถูกสร้างปลายสมัยอยุธยา อายุมากกว่า 300 ปี จึงมีความงดงามและทรงมนต์ขลัง ชื่อของวัดคะนอง เรียกขานกันตามชื่อหมู่บ้าน เพราะมีศาลเจ้าสำคัญ ตั้งอยู่สองฝั่งแม่น้ำนครชัยศรี และมีการทรงเจ้าทุกปี จึงเรียกว่า (ทรง-คน-อง)

กราบไหว้ขอพรแล้ว ก็ออกมาเลือกซื้อสินค้าของกลุ่มเกษตรกร ที่จะมารวมตัวกันทุกวันเสาร์อาทิตย์ อาทิ ส้มโอ และการแปรรูปส้มโอ เช่น เปลือกส้มโอเชื่อม กล้วยฉาบ ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรต่างๆ

ด้วยที่ตั้งริมฝั่งแม่น้ำนครชัยศรี ทำให้วัดแห่งนี้มีความสดชื่นร่มเย็นมาก ยามเย็น หลายคู่หลายคน จึงพากันเดินเล่นอยู่ริมตลิ่ง เป็นภาพที่ดูแล้วสบายตาสบายใจไปด้วย

7.เช็คอินคลองจินดา ล่องเรือชมวิถีชุมชน

คลองจินดา อ.สามพราน จ.นครปฐม เป็นอีกหนึ่งชุมชนริมสายน้ำที่มีวิถีชีวิตเรียบง่าย ภายใต้การทำเกษตรกรรม ในทริปนี้เราแวะมายังคลองจินดาในเวลาเย็นย่ำ เพราะเพลินเที่ยวกันตลอดวัน มาถึง “สวนผลไม้อินทรีย์”  โดย ลุงบุญรอด ขันทอง และพี่รื่นฤดี ขันทอง เป็นอีกชายคาริมคลองที่สุดแสนประทับใจ

มาถึงก็ต้อนรับเราด้วยน้ำมะพร้าวสดๆ หอมๆ ชื่นใจตั้งแต่แรกพบ แถมยังมีมะม่วงน้ำปลาหวานสูตรเด็ดของบ้านขันทองมาให้ชิม ก่อนที่จะสาธิตการสานตะกร้าจากใบมะพร้าวให้ชม เห็นพี่รื่นฤดีแกสานใบมะพร้าวทับไปทับมา แป๊บๆ  ก็เสร็จ เป็นตะกร้าสำหรับใส่ผักผลไม้ นับเป็นอีกภูมิปัญญาที่น่าทึ่ง ไม่ต้องพึ่งตะกร้าแพงๆ เลย

จากบ้านลุงบุญรอด เรามีมื้อเย็นกับชาวบ้านรออยู่ในชายคาใกล้เคียง “บ้านสวนพันธุ์ศรี” อีกจุดท่องเที่ยวเชิงเกษตร   นั่งเรือไปเพียงไม่กี่หลังคาก็ไปถึง ได้ชิมอาหารแบบชาวบ้าน โดยหัวหน้าแม่ครัว คุณแม่รวงทอง พันธุ์ศรี ที่บอกว่า ของอร่อย นอกจากสูตรการปรุงแล้ว ยังมาจากความสด ผักปลูกเองไร้สารเคมี ปลาหาเองจากคลองในละแวก อร่อยได้บรรยากาศมากๆ ตกกลางคืนก็นั่งชมหิ่งห้อยได้ด้วย

(สนใจเที่ยวบ้านสวนพันธุ์ศรี พายเรือชมสวน หรือมาแวะกินข้าว ก็ติดต่อไปที่ คุณพิสิทธิ์ พันธุ์ศรี โทร.098-5176859)

8.บิ๊กการ์เด้น สวนเล็กๆ ที่สุขล้น

มาถึงดินแดนที่ไม่คาดคิดว่าพวกเราจะเพลิดเพลินกันจนแทบไม่อยากออกมา นั่นคือ ฟาร์มกล้วยไม้ “บิ๊กการ์เด้น” หนึ่งในวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวิถีเกษตร มณฑลนครชัยศรี (แหลมมบัว-วัดละมุด ) อ.นครชัยศรี  โดยคุณบิ๊ก โชติพัฒน์ อ่อนฟุ้ง ซึ่งสืบสานงานด้านการเกษตรจากครอบครัวด้วยใจรัก

แรกมาถึงเราก็ไม่รู้หรอกว่า มาถึงแล้วจะเจอกับอะไร รู้แค่ว่ามาชมฟาร์มกล้วยไม้  แต่พอมาถึงตั้งแต่ทางเข้าโรงเรือน ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินเข้าไปอีกโลก เพราะความเป็นระย้าของเคราฤาษี ที่แขวนเรียงรายในโรงเรือนอย่างเป็นระเบียบ พร้อมอากาศที่กำลังสบาย ชื่นใจเหมือนเดินชมสวนจริงๆ

หากยืนจากจุดตรงกลางของโรงเรือน ฝั่งซ้ายจะเป็นส่วนของการเพาะพันธุ์เคราฤาษี ส่วนฝั่งขวาจะเป็นแปลงเพาะพันธุ์กล้วยไม้ ซึ่งคุณแม่ของคุณบิ๊กเป็นคนชื่นชอบกล้วยไม้มาก จึงลงมือลงแรงดูแลด้วยตัวเอง

กล้วยไม้หลากหลายสายพันธุ์ได้รับการประคบประหงมเป็นอย่างดี คุณแม่คลุกคลีอยู่กับการผสมพันธุ์กล้วยไม้ จนได้พันธุ์งาม “สีส้ม” และได้รับจดสิทธิบัตรเป็นชื่อ “ทุ่งน้อยออเรนจ์” เสียดายที่วันนี้ เราไม่ได้ชมโฉมงามๆ ของเจ้าทุ่งน้อยออเรนจ์กัน

แต่ที่เรียกความสนใจได้มากจริงๆ ก็คือ เคราฤาษี เพราะคุณบิ๊กบอกว่า กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก โดยเฉพาะไต้หวัน ซึ่งเชื่อว่าเป็นต้นไม้ที่ช่วยฟอกอากาศ แถมเป็นพันธุ์ไม้ที่ไม่ค่อยงอแง ขอแดดถึงๆ รดน้ำสม่ำเสมอก็พอ

เคราฤาษีเป็นต้นไม้ที่ขยายพันธุ์ง่าย ตามที่คุณบิ๊กบอกและสาธิตให้ชมคือ แค่นำส่วนที่หลุดหรือขาดออกมา เอามาพันๆ กัน แล้วปล่อยให้เขาทิ้งตัวลงไปในแนวดิ่งเลี้ยงไปนานๆ ก็เกิดพุ่มเป็นระย้า ที่เห็นพุ่มเล็กๆ สำหรับนำไปเลี้ยงเองต้นละ 30 บาท แต่หากเป็นต้นใหญ่ขึ้นมาแล้วราคาก็ขึ้นเป็นหลักร้อย

ที่สนุกสนานมากนอกจากการเดินถ่ายรูปมุมโน้นมุมนี้แล้ว ยังเป็นการคัดเลือกเคราฤาษีกลับมาช่วยฟอกอากาศที่กรุงเทพฯ แถมวันนี้ยังได้ราคาพิเศษ ทำให้สนุกไปกันใหญ่ คนที่ชอบกล้วยไม้ ก็เข้าทางคุณแม่ เพราะท่านจะช่วยเลือกให้ตามความต้องการ ทำให้จุดนี้ เป็นที่สำเริงสำราญ เหมือนการได้เริ่มต้นชีวิตใหม่  ซึ่งหมายถึงชีวิตของต้นไม้ ที่จะได้ไปอยู่กับเรานั่นเอง

(สนใจเที่ยวชมบิ๊กการ์เด้นและรายละเอียดต่างๆ สอบถามได้ที่คุณบิ๊ก 085-7041222)

9.กินข้าวยำริมคลอง เที่ยวสวนแบบคนกล้าลอง ณ ไผ่ตอง

เป็นอีกจุดที่ไม่นึกไม่ฝันว่า การท่องเที่ยวเชิงเกษตรจะสนุกและชิลล์อะไรได้เยี่ยงนี้ กับบรรยากาศดีๆ เหมือนร้านอาหารขายวิวร้านหนึ่งเลยทีเดียว สำหรับ “ไผ่ตอง” สถานที่พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ ริมคลองหนองกร่าง  ผสมผสานกับวิถีชีวิตการเกษตรอินทรีย์และวิถีพอเพียง โดยรวมตัวเกษตรกรที่รักในวิถีนี้กว่าสิบราย

วันนี้เจ้าบ้าน พี่รินทร์ ณารินทร์  ทองยี่สุ่น ประธานวิสาหกิจชุมชนเกษตรเมืองนครปฐม ตำบลหนองงูเหลือม อำเภอเมือง นครปฐม นำทีมให้การต้อนรับ ทุกคนต่างตรงดิ่งไปยังร้านอาหารริมน้ำด้านล่าง อากาศโปร่งโล่งสบายท่ามกลางกลุ่มไผ่ ทำให้ประทับใจไผ่ตองตั้งแต่แรกเห็น

ที่นี่เขามีคอนเซ็ปต์ “กินข้าวบ้านเพื่อน” ไว้รองรับคนที่อยากมารับประทานอาหารในบรรยากาศสบายๆ ซึ่งวันนี้เมนูที่ทางไผ่ทองเตรียมต้อนรับ คือ “ข้าวยำปักษ์ใต้” จากวัตถุดิบเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ พร้อมด้วยสูตรน้ำบูดูปัตตานี บรรยากาศการเตรียมอาหารจึงคึกคักยิ่ง

ก่อนทานข้าว เราได้เดินชมฟาร์มเกษตรอินทรีย์ทั้งในโรงเรือนและด้านนอก พร้อมชิม “น้ำกระชาย” พร้อมดื่ม รสชาติแปลกแต่ไม่ถึงกับกินยาก เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่กำลังมาแรง ซึ่งพี่รินทร์ กำลังดำเนินการด้านการรับรองมาตรฐานจากทาง อย. แต่ตอนนี้ก็มีลูกค้าประจำสั่งไปดื่มจำนวนหนึ่งแล้ว

หิ้วท้องลงไปมองบึงกันต่อ เพราะตอนนี้อาหารพร้อม ทั้งส่วนของข้าวยำ ที่ใครอยากใส่มากใส่น้อยอย่างไร ก็คลุกมันเข้าไปได้อย่างสวยงาม เคล็ดลับการกินข้าวยำปักษ์ใต้ คือ ข้าวต้องน้อยจริงๆ และคลุกข้าวกับน้ำข้าวยำเสียก่อน ก่อนจะคลุกผักสมุนไพรที่ซอยละเอียดอีกสารพัดชนิด

ขณะที่อาหารอื่นๆ บนโต๊ะ ก็เรียงรายมาชุด ทั้งน้ำพริกกะปิผักสด หมูทอด ปลานึ่งมะนาว และสุดยอดความอร่อย ต้มหน่อไม้กระดูกหมู ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า เมนูบ้านๆ (แต่หาทานได้ยาก) นี้ จะถูกใจคนเมืองยิ่งนัก ดังนั้นชามเดียวจึงไม่พอ

อิ่มแล้วก็แอคทีฟกันหน่อย เพราะแพพร้อม คนขับก็พร้อม ซึ่งวันนี้พี่รินทร์จะบังคับหางเสือลากแพของพวกเราไปชิมมะพร้าวน้ำหอมกันถึงหน้าสวน เรียกว่าแตะขอบสวนกันจริงๆ เพราะสวนมะพร้าวของคุณแม่พี่รินทร์ อยู่ไม่ไกลจากไผ่ตองนักแพแบนๆ ขนาดพอดีสำหรับ 10 ที่นั่ง นำพวกเราออกไป ไม่นานนัก ก็ถึงสวนมะพร้าวน้ำหอม คุณแม่เฉาะให้ชิมกันตรงนั้น โดยไม่ต้องขึ้นจากแพ ก่อนที่ขนกลับมาฝากคนที่ไม่ได้ลงไปด้วยกัน เป็นอีกหนึ่งความสนุกสนานของไผ่ตอง ที่อยากให้มาลองสัมผัส ดูๆ ไปก็เหมือนมาเที่ยวบ้านเพื่อนจริงๆ ด้วย

(กินข้าวบ้านเพื่อน ณ ไผ่ตอง ต้องจองล่วงหน้าอย่างต่ำ 2 ท่าน โทร.081-1994683, 099-0893883 ที่นี่ยังมีที่พักให้บริการ ราคาเริ่มต้น 500 บาทต่อ 1 ท่าน

สุดๆ ไปเลย สำหรับ 9 จุดท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่น่าชม ทำให้รู้ว่าจังหวัดนครปฐมที่ใกล้กรุงเทพฯแค่นิดเดียวจะมีอะไรให้เที่ยวมากมายเยี่ยงนี้ นี่แค่วิถีเกษตรในบางจุดที่เราได้ไปสัมผัสเท่านั้น นครปฐม ยังมีอะไรดีๆ อีกเพียบ ทำให้อยากจะกลับไปเที่ยวอีกหลายๆ รอบ

แล้วบอกไปหรือยัง ว่าทั้งหมดที่ว่ามานี้ ใช้เวลาแค่ 2 วันเท่านั้น แถมยังมีที่เล่าไม่หมด อีกเยอะเลย