ทีเอ็มบี-ธนชาต จัดเวที “แก้หนี้ เพื่อเดินหน้า”

16

ทีเอ็มบีและธนชาต จัดกิจกรรม “FIN TALK by TMB I Thanachart ปลดล็อกชีวิตหนี้…สู่วิถีการเงินใหม่” กระตุ้นคนไทยลุกขึ้นมาหาทางแก้หนี้ เพื่อสามารถดำเนินชีวิต พร้อมเติบโตและสร้างชีวิตทางการเงินที่ดีต่อไปได้ “ปิติ ตัณฑเกษม” ซีอีโอทีเอ็มบี แนะเริ่มก้าวแรกในการปลดล็อกหนี้ด้วยการปรึกษากับธนาคารเพื่อหาทางออก พร้อมเดินหน้าบทบาทธนาคารมุ่งสร้างภูมิคุ้มกันและโซลูชันด้านการเงินให้กับคนไทย

Advertisement

จากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยอย่างรุนแรง ทุกอุตสาหกรรม ทุกอาชีพ ต่างได้รับผลกระทบตลอดทั้งห่วงโซ่ธุรกิจ หลายธุรกิจต้องปิดกิจการ ประชาชนจำนวนมากมีรายได้น้อยลง หรือตกงานขาดรายได้ ในขณะที่ตนเองและครอบครัวยังต้องดำเนินชีวิตต่อ และยังมีภาระ “หนี้” ไม่ว่าจะเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนสถานการณ์โควิด-19 หรือหนี้ที่เกิดจากความจำเป็นต้องนำมาใช้ดำเนินชีวิตต่อก็ตาม

“ทีเอ็มบีและธนชาต” ผู้นำแนวคิด Make REAL Change ชวนคนไทยลุกขึ้นมาหาทางแก้หนี้ผ่านการหาความรู้เพิ่มเติม กับทอล์กอีเวนต์ “FIN TALK by TMB l Thanachart ปลดล็อกชีวิตหนี้… สู่วิถีการเงินใหม่” ปลุกพลังคนไทย ด้วยคำแนะนำครบทั้ง 3 มิติ เพื่อปลดล็อกชีวิตหนี้ เริ่มจาก (1) ปลดล็อกแนวคิดยามเป็นหนี้ เริ่มจากการจัดระเบียบความคิด เพื่อนำไปสู่ (2) การปลดล็อกพฤติกรรมการแก้หนี้แบบผิดๆ พร้อมด้วยเคล็ดลับเพื่อกลับมาตั้งหลักใหม่ และสิ่งสำคัญคือ (3) การปลดล็อกชีวิตหนี้ด้วยความรู้ทางการเงินกับธนาคารที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันและมอบโซลูชันทางการเงินให้กับคนไทย

ปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบี หรือ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หนี้ครัวเรือนไทยเติบโตเร็วมาก จนกลายเป็นปัญหาพื้นฐานใหญ่ของประเทศ จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ณ สิ้นเดือนกันยายน 2562 พบคนไทยประมาณ 21 ล้านคนเป็นหนี้ โดยข้อมูลจากศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics พบว่าในปี 2561 หนี้ของคนไทยส่วนใหญ่มีแนวโน้มมาจากการบริโภค (Personal Consumption) สะท้อนจากหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลที่มีสัดส่วนสูงถึง 34%

ขณะที่หนี้รถมีสัดส่วน 25% หนี้บ้านมีสัดส่วน 40% และหนี้อื่นๆ อีก 1 % ในขณะที่ต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ และอังกฤษ หนี้ที่เกิดจากการบริโภคมีสัดส่วนไม่ถึง 5% โดยปัญหาหนี้อาจจะเกิดจากความคิดและพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เกินตัว ประกอบกับธนาคารเองก็ได้มีการออกผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อสร้างความสะดวกในการใช้จ่ายและช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงเงินกู้ได้ง่ายขึ้น

“จากความตั้งใจในการสร้างความสะดวกสบาย เราได้สร้างโอกาสการเป็นหนี้ให้กับลูกค้าตั้งแต่เดินออกจากรั้วมหาวิทยาลัย ในขณะที่คนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้และการวางแผนด้านการเงิน โดยช่วงสถานการณ์โควิด-19 ทำให้คนที่เป็นหนี้และสถาบันการเงินตระหนักถึงปัญหาที่ซ่อนไว้ ซึ่งถูกเร่งออกมาชัดเจนเร็วขึ้น ทำให้เห็นว่างานที่มั่นคงก็ไม่แน่นอน คนที่มีหนี้อยู่แล้วก็เป็นหนี้หนักขึ้น คนที่ยังไม่เคยเป็นหนี้และไม่เคยวางแผนเพื่อจะเป็นหนี้ ก็กลับเป็นหนี้ครั้งแรกในช่วงเวลาที่ขาดรายได้” ปิติกล่าว

ปิติ กล่าวด้วยว่า ในช่วงวิกฤตนี้ ทำให้เกิดการกลับมาทบทวนบทบาทของธนาคารที่มีต่อสังคม ถ้าเราเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างปัญหา ก็ต้องเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมแก้ปัญหา เพราะธนาคารเป็นส่วนหนึ่งของระบบพื้นฐานเศรษฐกิจและสังคมเกี่ยวข้องกับคนหมู่มากสามารถช่วยเหลือ หรือสร้างผลกระทบให้กับคนไทยทั้งประเทศ มีความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่เป็นเดิมพัน ดังนั้น ธนาคารไม่ได้มีบทบาทเป็นเจ้าหนี้ที่คอยทวงหนี้ แต่ต้องเป็นคลินิกช่วยรักษา ช่วยวินิจฉัยโรค และช่วยจ่ายยาให้กับคนไข้ที่กำลังมีปัญหาหนี้ด้วย

ทั้งนี้ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกนโยบายช่วยเหลือผู้เป็นหนี้ และธนาคารทุกแห่งก็มีเครื่องมือทางการเงินและมาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ดังนั้น คนที่กำลังเป็นหนี้อย่าเพิ่งสิ้นหวัง ทุกอย่างมีทางออกเสมอ ซึ่งจุดเริ่มต้นที่ดีคือ การเข้าไปปรึกษาธนาคารของท่าน และสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองผ่านความรู้เรื่องการวางแผนทางการเงิน

ปิติ ตัณฑเกษม

สำหรับทีเอ็มบีและธนชาต ให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้ให้กับลูกค้า ให้รู้จักและเข้าใจเครื่องมือทางการเงินอย่างถูกต้อง เพื่อสามารถเลือกใช้ประเภทสินเชื่อได้อย่างเหมาะสมและถูกวัตถุประสงค์ เน้นการให้คำปรึกษาผ่านผู้เชี่ยวชาญ (Debt Advisory) พร้อมนำเสนอทางเลือกต่างๆ เช่น การทำ Debt Consolidation เพื่อให้ลูกค้าสามารถรวมภาระหนี้ที่มีจากหลายๆ บัญชีสินเชื่อให้เหลือหนี้เพียงบัญชีเดียว โดยลูกค้าจะได้รับประโยชน์จากการขยายระยะเวลาในการผ่อนชำระตามสินเชื่อมีหลักประกัน ทำให้ช่วยปรับลดภาระการผ่อนโดยรวมลง ซึ่งปัจจุบัน ทีเอ็มบีและธนชาตมีโซลูชันที่ลูกค้าสามารถนำมาใช้ตามคอนเซปต์ การรวมหนี้ ได้แก่ สินเชื่อทีเอ็มบี บ้านแลกเงิน และสินเชื่อธนชาตไดรฟ์ รถแลกเงิน ที่จะช่วยลดดอกเบี้ย ลดค่างวด และเสริมสภาพคล่องให้กับลูกค้าได้

ด้าน ดุจดาว วัฒนปกรณ์ นักจิตบำบัด กล่าวว่า ปี 2563 เป็นปีแห่งความน่ากลัว เริ่มต้นจากความกลัวการแพร่ระบาดของโควิด-19 แม้ประเทศไทยสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้แล้ว แต่ความกลัวไม่ได้หายไป เพราะอีกหนึ่งความน่ากลัวที่กำลังเผชิญคือ เรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ออกรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 1 ปี 2563 ระบุว่า แรงงานมีความเสี่ยงถูกเลิกจ้างทั้งสิ้น 8.4 ล้านคน โดยคาดว่าในปีนี้อัตราการว่างงานจะอยู่ที่ประมาณ 3-4 % หรือราว 2 ล้านคน ทำให้คนกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในการทำงานและรายได้ที่อาจจะหายไป

โดยเฉพาะคนที่เป็น “หนี้” จะเป็นกลุ่มคนที่กลัวอนาคตมากที่สุด ส่งผลให้ภาวะจิตใจย่ำแย่ มีความคิดลบจนอยู่ในภาวะที่มองไม่เห็นทางออกและไม่มีแรงที่จะลุกขึ้นมาแก้ปัญหา แต่จริงๆ แล้วทุกคนสามารถปรับให้สมองพร้อมที่จะแก้ปัญหาได้ และอยากให้เชื่อว่าทุกอย่างมีทางออก ซึ่งการปลดล็อกแนวคิดยามเป็นหนี้ต้องเริ่มจากการจัดระเบียบความคิดใหม่แล้วหาทางออก โดยเปิดใจเรียนรู้และยอมรับความช่วยเหลือจากคนอื่น เช่น ธนาคาร หรือ ผู้ที่มีความรู้ทางด้านการเงิน เป็นต้น

ขณะที่ จักรพงษ์ เมษพันธุ์ มันนี่โค้ชคนดัง กล่าวว่า คนไทยจำนวนไม่น้อยมีพฤติกรรมแก้หนี้อย่างไม่ถูกต้อง เช่น พยายามแก้ปัญหาเอง ไม่กล้าขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ติดกับดักการเป็นหนี้แบบไม่มีวันจบ ดังนั้น การปลดล็อกต้องหันกลับมาหาจุดตั้งหลักด้วยการปรับและเปลี่ยนพฤติกรรม เริ่มต้นก้าวแรกด้วยการเดินไปคุยกับคู่สัญญา หรือธนาคาร เพื่อประเมินสถานการณ์และหาทางออกร่วมกัน สำหรับการปรับพฤติกรรมเพื่อกลับมาตั้งหลักใหม่ อาทิ การเพิ่มรายรับนำเอาทักษะของตัวเองมาใช้หารายได้ การลดรายจ่าย โดยเฉพาะรายจ่ายหนี้ ต้องหาแนวทางลดค่าใช้จ่ายหนี้ตรงนี้ในแต่ละเดือน และเลือกใช้เวลา นั่นคือใช้เวลาในการโฟกัสการแก้ปัญหา ไม่ต้องรอเวลาในการแก้หนี้ รวมทั้งใช้เวลาในการหันหน้าคุยกับธนาคารเพื่อเจรจา หรือขอคำปรึกษา