สสส.เปิดตัวแอปพลิเคชัน D-2R Disaster Risk Assessment – Covid 19

22

สสส. ผนึกภาควิชาการ ประชาสังคม ดึงศักยภาพชุมชน เปิดตัวแอปพลิเคชัน D-2R Disaster Risk Assessment – Covid 19 ระบบติดตาม ประเมินความเสี่ยงโควิด-19 ระดับพื้นที่หน่วยตำบล สำหรับ อสม. เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางในยามเกิดภัยพิบัติซ้ำซ้อน ทั้งจากโรคระบาดและภัยธรรมชาติ

ในด้านการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อเสริมศักยภาพการทำงานลดทอนปัญหาภัยพิบัติซ้ำซ้อนในกลุ่มเปราะบาง ได้มีการจัดทำ แอปพลิเคชัน D-2R Disaster Risk Assessment – Covid 19 ระบบติดตาม ประเมินความเสี่ยงโควิด-19 ระดับพื้นที่หน่วยตำบล สำหรับเจ้าหน้าที่ อสม. ในเครือข่ายระดับพื้นที่ 22 แห่ง เช่น จ.น่าน สกลนคร ปราจีนบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรสงคราม นครศรีธรรมราช ปัตตานี และยะลา โดยแอปฯ ดังกล่าวอยู่ระหว่างการประมวล และพัฒนาสถานการณ์จำลอง (Scenarios) เพื่อนำไปสู่การใช้งานจริง

นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. กล่าวว่า แม้สถานการณ์แพร่ระบาดโควิด 19 ที่ผ่านมาจะคลี่คลายแล้ว แต่นักระบาดวิทยาก็ยังแสดงความเป็นห่วง เตือนคนไทยการ์ดอย่าตก เพราะหากมีการระบาดรอบสอง ในช่วงฤดูฝนนี้ อาจเกิดภัยบัติที่คาดไม่ถึง เช่น น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม จะกลายเป็นภัยพิบัติซ้ำซ้อน สสส. จึงได้ผลักดันให้เกิดภาคีเครือข่ายภัยพิบัติ กระจายกันทำงานอยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงในการเกิดภัยพิบัติ และโรคระบาดต่าง ๆ โดยพบว่าชุมชนหรือพื้นที่ที่มีเครือข่ายทำงานอยู่ สามารถรับมือกับสถานการณ์ปัญหาที่เกิดได้ดี

วิเชษฐ์ พิชัยรัตน์

ด้วยมีการเตรียมตัวที่ดี โดยได้เติมความรู้ให้กับภาคีเครือข่ายภัยพิบัติในสามเรื่องใหญ่ หรือที่เรียกว่า 3D กล่าวคือ “D แรกคือ Deglobalization การทวนกระแสโลกาภิวัตน์ ที่เราจะหวังพึ่งการส่งออกและการท่องเที่ยวอย่างเดียวไม่ได้แล้ว เราต้องร่วมกลุ่มกันเพื่อพึ่งพากันเองภายในภูมิภาค อย่างที่เครือข่ายภัยพิบัติทำได้ดี ในโครงการข้าวแลกปลาจากชาวนาถึงชาวเล

ต่อมาคือ D : Digital Transformation หรือ Digital Disruption การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล หรือการมีเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น เรื่องนี้เครือข่ายภัยพิบัติต้องมีการปรับตัว และนำรูปแบบที่ทันสมัยของเทคโนโลยีมาใช้ในการเฝ้าระวัง และรายงานสถานการณ์ภัยพิบัติอย่างแม่นยำ และ สุดท้าย คือ D : Distancing หรือ Social Distancing การรักษาระยะห่าง ซึ่งเป็นชีวิตวิถีใหม่ ที่ไม่อาจจัดประชุมกันบ่อย ๆ เหมือนแต่ก่อนได้ แต่เราก็ต้องมีการคิดค้นหาวิธีการใหม่ในการทำงานเชิงพื้นที่” นายวิเชษฐ์ กล่าว

ด้าน รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้นำข้อความจากสหประชาชาติที่ว่า “แม้เราจะค้นพบวัคซีนป้องกันโควิด 19 ได้ เราจะไม่มีวัคซีนป้องกัน Climate Change ได้เลย” เพื่อเตือนให้ประชาชนตื่นตัวในสัญญาณการเปลี่ยนแปลงจากธรรมชาติ และปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เข้ากับ New Normal ของธรรมชาติเช่นกัน

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์

“3-4 ปี จึงจะเกิดภัยแล้งหนัก แต่ระหว่างปี 2558 – 2563 ภัยแล้งเกิดขึ้นทุก ๆ ปี ส่วนอุทกภัยหรือน้ำท่วมที่รุนแรงมากในปี 2554 เราจะเห็นว่ากว่า 70 ปีจึงเกิดขึ้น แต่มันจะกลายมาเป็น 10 ปีจะเกิดน้ำท่วมใหญ่ในอนาคต สิ่งนี้เองเป็นสัญญาณบอกกับมนุษย์ว่า ถ้าเราไม่ปรับตัวให้สอดคล้องกับ New Normal นี้ เราก็จะอยู่อย่างยากลำบาก ทุกคนต้องตระหนักและปรับตัว” รศ.ดร.เสรี กล่าว

สำหรับการวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ระหว่างที่สถานการณ์โควิด-19 กำลังคลี่คลายลงแล้ว ก็คงเป็นเรื่องภัยที่เกิดจากการบริหารจัดการน้ำ โดยนายสำเริง แสงภู่วงศ์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า วันนี้แหล่งน้ำทั้งหมดของประเทศ ทั้งที่เป็นอ่างเก็บน้ำกรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิต รวมทั้งแหล่งน้ำตามธรรมชาติ เรามีปริมาณน้ำรวม 34,000 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยคาดการณ์ว่าหากมีปริมาณฝนตกลงมาสิ้นสุดปลายฝนนี้ ณ วันที่ 1 พ.ย. 2563 เราน่าจะมีปริมาณน้ำอยู่ที่ 46,900 ลูกบาศก์เมตร เทียบกับปี 2562 ก็มีปริมาณที่ใกล้เคียงกัน แสดงว่าปีหน้าเราก็ยังมีโอกาสเสี่ยงกับภัยแล้งในบางจุดเหมือนเดิม

สำเริง แสงภู่วงศ์

ทั้งนี้ก็เป็นการคาดการณ์จากปริมาณน้ำจากฤดูฝนธรรมดา ยังไม่รวมถึงการคาดการณ์เมื่อเกิดพายุเข้ามาที่ประเทศไทย เรายังเบาใจไม่ได้ ถ้าโชคดีพายุเข้ามาทางภาคอีสานและภาคเหนือที่ยังขาดน้ำอยู่ ก็จะเกิดประโยชน์ แหล่งน้ำยังไม่เต็ม ลำน้ำมีพื้นที่ว่าง ดินยังขาดความชื้นสามารถอุ้มน้ำได้

แต่ถ้าในเดือน ก.ย. 63 ฝนตกหนักที่ภาคกลาง ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่ม โอกาสเกิดน้ำท่วมขังก็จะมีมาก ภาคกลางจึงมีความเสี่ยงอยู่ หลังจากนั้นในพื้นที่ภาคใต้ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ก็ยังเป็นพื้นที่เสี่ยงเช่นกัน สำหรับภาคตะวันออก อย่างจันทบุรี ตราด ก็คงหนีไม่พ้น

อย่างไรก็ตามการคาดการณ์นี้จะเป็นประโยชน์ได้ ก็ต้องมีกลไกจากเครือข่ายประชาชนและชุมชน ที่ต้องร่วมกันเฝ้าระวัง รายงานสภาพปัญหาจุดเสี่ยงต่าง ๆ มายังภาคราชการ เพื่อจะได้ประกาศเตือนอย่างทันท่วงที