ศึกแห่งสีสัน นักการเมืองรุ่นใหม่ ประชันนโยบายเด็กและเยาวชน

35

5 นักการเมืองรุ่นใหม่ ประชันนโยบายเด็กเยาวชน ด้านสภาเด็กฯ ประกาศเจตนารมณ์ต้อง “เด็กคิด เด็กทำ เด็กนำ ผู้ใหญ่หนุน” โพลล์ชี้โจ๋ไทย 42% อยากให้รัฐบาลใหม่ เร่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กมากที่สุด พร้อมขอช่วยเปิดพื้นที่เรียนรู้ “ปิดเทอมสร้างสรรค์”

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดเวทีแสดงนโยบายด้านเด็ก และเยาวชน และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ “มุมมอง NEW GEN พรรคการเมือง กับเรื่องปิดเทอมสร้างสรรค์” โดยมีผู้แทนกลุ่มคนรุ่นใหม่ของพรรคการเมืองร่วมแสดงวิสัยทัศน์ ประกอบด้วย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์, นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย, ดร.ไกรเสริม โตทับเที่ยง ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ, น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ รองหัวหน้าพรรค พรรคอนาคตใหม่, น.ส.เยาวภา บุรพลชัย ผู้สมัคร ส.ส.พรรคชาติพัฒนา

โดย ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า โครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ เกิดขึ้นเพราะเชื่อในศักยภาพของเด็กและเยาวชน ที่เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ จึงร่วมกับภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมกิจกรรมและพื้นที่สร้างสรรค์ ให้เด็กเยาวชน เข้าถึง รวมถึงตำแหน่งงานตามความสนใจ ผ่าน www.ปิดเทอมสร้างสรรค์.Com หรือ Happyschoolbreak.com เพื่อ ให้เด็กเยาวชนใช้เวลาว่างช่วงปิดภาคเรียน มาเปิดโลกการเรียนรู้ ค้นหาตัวตน สร้างเสริมศักยภาพ เตรียมความพร้อม และพัฒนาทักษะในทุกด้าน

“ผลสำรวจของยูรีพอร์ต ที่สำรวจเด็กและเยาวชน 1,882 คน พบ เกือบครึ่งรู้สึกว่าชุมชนที่ตนอาศัยอยู่ไม่ปลอดภัย และ 35% เห็นว่าชุมชนที่ตนอาศัยอยู่มีพื้นที่สร้างสรรค์น้อย โดยเยาวชน 12% ไม่มีโอกาสมีส่วนร่วมในพื้นที่และสื่อสร้างสรรค์ เนื่องจากไม่ทราบช่องทางการเข้าถึง ทั้งนี้ข้อเสนอของเยาวชน 42% อยากให้รัฐบาลเร่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยแก่เด็ก และเยาวชนมากที่สุด จึงเป็นที่มาของการจัดเวทีครั้งนี้ เพื่อส่งต่อข้อมูล สะท้อนความคิดเห็น ขณะเดียวกันได้รับฟังแนวคิด นโยบายของผู้สมัครทั้ง 5 ท่าน ที่จะนำความคิด ความเห็นไปแปลงเปลี่ยนเป็นนโยบาย และทำให้คำว่า “นโยบาย” เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้จริง” ดร.สุปรีดา กล่าว

ด้าน น.ส.ศิริโชค เทพมณี สมาชิกสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยเครือข่ายเยาวชน ร่วมประกาศเจตนารมณ์ “แสดงพลังเด็กเยาวชน เพื่อร่วมสร้างสรรค์ประเทศไทย” ว่า สภาเด็กและเยาวชนฯ เป็นศูนย์กลางในการเคลื่อนงานด้านเด็กเยาวชนในทุกพื้นที่ 8,780 แห่งทั่วประเทศ ดังนั้นขอให้พรรคการเมืองที่เข้ามาบริหารและมีอำนาจกำหนดนโยบายในอนาคต ตระหนักถึงความสำคัญของเด็กและเยาวชน เปิดรับการแสดงความคิดเห็นและการตัดสินใจ โดยมีผู้ใหญ่เป็นที่ปรึกษา ภายใต้แนวคิด “เด็กคิด เด็กทำ เด็กนำ ผู้ใหญ่หนุน” รวมทั้งทำให้เรื่องของการพัฒนาเด็ก และเยาวชนเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมสนบสนุนให้เกิดกิจกรรมดีๆ ในช่วงปิดภาคเรียน เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตทุกด้าน

ไปดูกันว่าตัวแทนแต่ละพรรคจะมีนโยบายเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนอย่างไรบ้าง

พรรคชาติพัฒนา

น.ส เยาวภา บุรพลชัย

พรรคมีนโยบายสำคัญการพัฒนาเด็กและเยาวชนใน 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1.ด้านการศึกษา จะต้องมีห้องเรียนดิจิทัลให้เด็กได้เรียน 2-3 ภาษา มีทุนครูเทคโนโลยีให้อำเภอละ 1 ล้านบาทเพื่อให้ครูออกไปพัฒนาตนเองและกลับมาพัฒนาท้องถิ่น ทำให้เด็กเป็นนักอ่าน นักคิด นักปฏิบัติและนักนำเสนอที่เก่งกาจ และส่งเสริมการเรียนรู้ให้สามารถเรียนรู้และใข้เวลากับครอบครัว จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา และ 2.ด้านกีฬา จะให้มีมินิสปอร์ต คอมเพล็กซ์ที่ส่งเสริมกีฬาในทุกอำเภอ และให้มีมินิฟิตเนสในทุกหมู่บ้าน เพราะเชื่อว่ากีฬาจะเป็นส่วนสำคัญในส่งเสริมสุขภาพกายและใจที่ดี และสร้างคส่มสามัคคี หากทำให้ทุกครเข้าถึงกีฬาจะช่วยลดต้นทุนการรักษาพยาบาลในอนาคต อีกทั้ง กีฬาจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความปรองดอง ก้าวข้ามความขัดแย้ง

ในส่วนของการจัดปิดเทอมสร้างสรรค์ ต้องการผลักดันค่ายเยาวชน เพราะส่วนตัวช่วงเป็นเด็กมีโอกาสไปค่ายกิจกรรมกีฬา ทำให้สร้างแรงบันดาลใจให้และสนใจเรื่องกีฬาให้กับตัวเองอย่างมาก ดังนั้น หากจัดค่ายกิจกรรใที่หลากหลายแล้วให้เด็กมีโอกาสเลือกไผค้ายตามที่สนใจไม่ว่าจะเป็นกีฬ่า ดนตรี ศิลปะ สิ่งแวดล้อมหรืออื่นๆที่ทำแล้วไม่หนักแต่มีความรู้ หรือในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กแว้นก็จัดให้มีสถานที่ในการแข่งและเสริมความรู้เรื่องเครื่องจักรกล เป็นต้น เชื่อว่าจะทำให้เด็กเห็นคุณค่าในตัวเอง ไม่ว่าต้องเข้าไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมแย่อย่างไร ถ้าเขาเห็นคุณค่าตนเองก็จะไม่เข้าไปยุ่ง ที่สำคัญ ต้องให้หน่วยงานรัญและเอกชนเข้ามาร่วมในการจัดกิจกรรมต่างๆและดึงพ่อแม่มาร่วมให้ได้ใช้เวลากับลูกด้วย”

พรรคประชาธิปัตย์

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ

พรรคปชป.มีนโยบายในการปฏิรูประบบการศึกษาตั้งแต่ต้นจนปลายทาง โดยช่วงอายุ 0-8 ปีมีเบี้ยเด็กเข้มแข็งถ้วนหน้าเดือนละ 1,000 บาทในการช่วยเหลือพ่อแม่นำมาให้เด็กเข้าถึงโภชนาการที่ดีมีคุณภาพ ช่วงปฐมวัย เพิ่มศูนย์เด็กเล็กคุณภาพทั่วประเทศ เพราะการลงทุนในช่วงวัยนี้จะลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้มากที่สุด ซึ่งจะมีการฝึกอบรมผู้ดูแลเด็กในช่วงวัยนี้เฉพาะด้วย ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา จะปรับหลักสูตร บทบาทห้องเรียนจะถูกพลิกใหม่เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญ เช่น ห้องเรียนวิชาประวัติศาสตร์ ในห้องเรียนไม่ใช่ให้ครูมาเล่าว่าเกิดอะไรขึ้นช่สงสงครามโลกครั้งที่2 เพราะเด็กสามารถไปค้นหาเองได้แล้ว แต่จะต้องกระตุ้นให้เกิดการคิดวิเคราะห์ถึงสาเหตุของการเกิดสงครามนั้นขึ้น เป็นต้น ต้องให้เด็กมีทักษะภาษาอังกฤษ เน้นให้กล้าใช้ภาษา กล้าคิด ลดค่านิยมที่ง่าสำเนียงถูก ซึ่งจากการทดลองในห้องหนึ่งที่จ.พิษณุโลกปรากฎว่าทำให้คะแนนโอเน็ตวิชาภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้น20% รวมถึง คืนครูให้กับนักเรียน ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาลดภาะรงานอื่นๆของครู ให้ครูใช้เวลากับนักเรียนให้มากที่สุด ปรับวิธีการประเมิน โดยตัวชี้วัดของครูจะอิงกับผลสำเร็จของนักเรียน ระดับอุดมศึกษา จบมาแล้วต้องมีงานทำ ขขายโครงการเรียนฟรีถึงระดับปวส. ยกระดับสถาบันอาชีวศึกษา ดึงภาคเอกชนมาร่วมในการตัดทำหลักสูตรทวิภาคี และมีสัญญาว่าจ้างรองรับงาน เมื่อสำเร็จการศึกษาไม่ใช่แค่ได้รับวุฒิการศึกษาแต่มีการว่าจ้างงานรออยู่แล้ว และส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิต มีคูปองฝึกทักษะเพื่อผู้ใหญ่ที่ต้องการที่จะเปลี่ยนสายอาชีพ

สำหรับปิดเทอมสร้างสรรค์จะต้องแยกตามความต้องการเด็กแต่ละช่วงวัย เด็กปฐมวัยและะอนุบาลจะต้องมุ่งให้มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เข้าใจเรื่องความสามัคคี ให้มีโอกาสใช้เวลสกับครอบครัวใากขึ้น เพิ่มสถานที่สร้างสรรค์ที่ครอบครัวจะใช้เวลาร่วมกันได้ และเข้าถึงพื้นที่นั้นๆ ระดับประถมศึกษา จะต้องให้ค้นพบสิ่งที่ตัวเองชอบ ด้วยการเพิ่มพื้นที่สร้างสรรค์ให้เรียนรู้และค้นพบว่าชอบอะไร ต้องเปลี่ยนค่านิยมใหม่จากที่คิดว่าการประสบความสำเร็จในชีวิตจะต้องเรียรเก่งให้เป็นการประสบความสำเร็จในชีวิตมีหลายรูปแบบ ขึ้นกับสิ่งที่ชอบและถนัด ในพื้นที่ออไนไลน์ควรส่งเสริมให้มีการผลิตสื่อที่เนื้อหาสร้างสรรค์และดึงดูดความสนใจเด็ก ส่วนในระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา ต้องทำให้เห็นอนาคต เช่น โครงการฝึกทำงานจริง และมีสัญญาว่าจ้างรอ

พรรคพลังประชารัฐ

ดร.ไกรเสริม โตทับเที่ยง

พปชร.มีนโยบายสำคัญที่พัฒนาเด็กและเยาวชนโดยเน้นเรื่องการสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างการเข้าถึงการศึกษา จึงจะจัดตั้งธนาคารเพื่อการศึกษา จะเป็นจึดพื้นฐานในการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา แนวทางไม่ใช่การกู้ยืมเงินแต่เป็นการให้ทุนการศึกษาที่ขึ้นกับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของลูก ไม่ใช่เปฌนแบบปัจจุบันที่ลูกเรียนยังไม่รู้ผลเป็นอย่างไรแต่พ่อแม่เป็นหนี้จากการไปกู้ยืมมาส่งให้เรียนแล้ว อย่างไรก็ตามภาระหนี้ยังมีแต่ถ้าลูกอยู้ในระบบการศึกษา มีผลที่ดีการหมุนเวียนเงินก็จะตามมา โดยเงินทุนที่จะเข้ามาในธนาคารจะเปิดโอกาสให้ทุกองค์กรทางเอกชนหรือสังคมที่มีกำไรและมีจิตสาธารณะร่วมพัฒนาการศึกษานำเงินมาฝากเข้าธนาคาร ทำให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนไม่ใช่รอแต่เงินจากรัฐเท่านั้น จะทำให้ระบบการศึกษาไทยขยับการเปลี่ยนแปลง ทำให้เด็กพัฒนาและความเหลื่อมล้ำลดลงเรื่อยๆ นอกจากนี้ การพัฒนาควรเริ่มตั้งแต่การทราบว่าตั้งครรภ์ พรรคจึงมีนโยบายมารดาประชารัฐ ให้มีการตั้งครรภ์ที่มีคุณภาพเพื่อให้เด็กที่คลอดออกมาสมบูรณ์ รวมถึง เปลี่ยนการวัดผลการเรียนจากการกระทำไม่ใช่ท่องจำ และนำระบบที่ดีเข้าไปพัฒนาศูนย์เด็กเล็กที่จะนำไปสู่การพัฒนาเด็ก แบบเรียนให้น้อยแต่รู้ให้ตรงจุดและใช้ประโยชน์ได้

ไม่ใช่แค่ปิดเทอมสร้างสรรค์แต่ต้องเน้นที่เวลาว่างสร้างสรรค์ที่สามารถจัดให้มีได้ทุกวันและทำอย่างต่อเนื่อง ให้เด็กเลือกทำกิจกรรมตามที่ชอบ ที่สำคัญ คือ ต้องเปิดโอกาสให้เด็กรับรู้ว่ามีพื้นที่ที่เขาสามารถไปทำกิจกรรมที่สนใจที่ไหนบ้าง ซึ่งพปชร.จะสนับสนุนให้พื้นที่ในกทม.มี 50 สวนสาธารณะที่พร้อมให้เด็กไปทำกิจกรรมและ50พื้นที่สร้างสรรค์ ส่วนในกลุ่มเด็กโตขึ้นจัดกิจกรรม เช่น จิตสาธารณะ ฝึกงาน เรียนรู้สตาร์ทอัพต่างๆ เป็นต้น

พรรคเพื่อไทย

นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส

การศึกษาปฐมวัยมีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะสร้างความใฝ่ฝันและบ่มเพาะให้เป็นคนดี พรรคจึงมีนโยบายที่จะทำศูนย์พัฒนาเด็กอัจฉริยะ 2 หมื่นแห่งทั่วประเทศทุกชุมชน รวมถึงศูนย์คนชราด้วย ในระบบโรงเรียนจะคืนโรงเรียนสู่ผู้ปกครอง เพราะครูจะใกล้ชิดกับเด็กรองจากพ่อแม่ ย่อมรู้ว่าเด็กแต่ละคนมีแววในด้านใด ครูจึงต้องคุยกับผู้ปกครองเพื่อให้รู้ว่าลูกเก่งด้านไหน ควรส่งเสริมอย่างไร ทำให้พ่อแม่รู้ศักยภาพของลูก และลดขนาดห้องเรียน ให้ครู้เข้าถึงนักเรียนแต่ละคนมากขึ้น เพิ่มปริมาณและคุณภาพครูให้สามารุค้นพยศักยภาพเด็กและคุยกับผู้ปกครอง นอกจากนี้ จะกระจายอำนาจการศึกษา เพราะหากทุกร.ร.ทุกจังหวัดยึดหลักสูตรแกนกลางเหมือนกันหมด ทั้งที่เด็กแต่ละคนมีศักยภาพการศึกษาไม่เท่ากัน การศึกษาจึงควรให้อำนาจร.ร.ในการจัดทำหลักสูตรที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ และมีศูนย์เรียนรู้ต่างๆให้เด็ก

คิดนอกกรอบได้ จะต้องมีสถานที่พิเศษที่ไม่ใช่การเรียนพิเศษ แต่เป็นสถานที่ให้เด็กได้เสริมเขี้ยวเล็บตนเองในการเป็นพลเมืองโลก

ส่วนช่วงปิดเทอมในต่างประเทศเมื่อเด็กมีเวลาว่างจะไปพิพิธภัณฑ์ศิลปะต่างๆ หรือที่สนใจดนตรีก็ไปดูคอนเสิร์ต แต่สิ่งเหล่านี้ขาดไปในสังคมไทย จึงต้องการที่จะส่งเสริมให้มีศูนย์การเรียนรู้ที่ตรงกับสิ่งที่ต้องการและไม่มีสอนในร.ร. เช่น การแสดง การเต้น โดยให้ใช้พื้ยที่ของร.ร.ในการสอนสิ่งเหล่านี้ในวันเสาร์-อาทิตย์และให้เด็กเลือกเรียนได้ตามที่สนใจ และภาครัฐจัดประกวดสิ่งต่างๆเหล่านั้น.เพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้กับเด็ก ไม่ต้องรอให้ภาคเอกชนดำเนินการ

พรรคอนาคตใหม่

น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ

การศึกษาไทยตอนนี้เหมือนเกมตึกถล่มที่เป็นบล็อคไม้ แต่ไม่ใช่มีฐานที่แข็งแรงแต่มีฐานที่ง่อนแง่นและพร้อมที่จะเอาบล็อคไปต่อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเหมือนเพิ่มภาระให้เด็ก เพราะฉะนั้น พรรคจะสร้างรากฐานและพื้นฐานการศึกษาใหม่ทั้งหมด โดยเริ่มจากการใช้งบประมาณ 3 หมื่นล้านบาทต่อปีเป็นเวลา 3 ปี ในการพัฒนายกระดับสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ตั้งแต่การพัฒนาคุณภาพบุคลากรและอุปกรณ์ อาทิ พัฒนายกระดับคุณภาพศูนย์เด็กเล็ก ให้สวัสดิการพ่อแม่ที่มีลูกอายุ 0-6 ปี เดือนละ 1,200 บาททำให้วางแผนชีวิตได้ดีขึ้นไม่ต้องห่วงว้าจะมีเงินเพื่อให้ลูกหรือไม่ วัยเข้าเรียนต้องให้ร.ร.ยกระดับสิ่งแวดล้อมให้เด็กสามารถใช้พื้นที่ในร.ร.เรียนรู้เต็มที่ สำหรับร.ร.ขนาดเล็กและขนาดกลาง 17,000 แห่งทั่วประเทศต้องมีอิสระ ในการจัดสรรงบประมาณ ด้านอาหารโถชนาการ จัดให้มีนักโภชนาการหรือนักกำหนดอาหารในทุกเขตพื้นที่การศึกษา ให้เด็กได้เข้าใจวิธีการบริโภคอาหารที่ถูกต้องเหมาะสมตามช่วงวัย ด้านสุขภาพจิต การแก้ปัญหาเบื้องต้น พัฒนาบุคลากรในร.ร.ให้เข้าใจสุขภาพจิตขั้นพื้นฐาน สามารถคัดกรองเด็กและส่งต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงได้ นอกจากนี้ จะปฏิรูปข้อสอบลดจำนวนการสอบระดับชาติลง ลดวิชาแกนกลาง เพิ่มวิชาการท้องถิ่น ให้มีความหลากหลาย และปฏิรูประบบผลิตครู