ไทยยูเนี่ยน เปิดตัว “MONORI แก้มกุ้ง” ชิมลางตลาด Sea Snack

220

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ทียู ผู้นำธุรกิจอาหารทะเลและผู้ผลิตทูน่ากระป๋องรายใหญ่ของโลก แตกไลน์กลุ่ม Sea Snack ครั้งแรก เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “MONORI แก้มกุ้ง” เจาะตลาดขนมทานเล่น ภายใต้คอนเซปต์ “เคี้ยว มันส์ ฟันน์ อร่อยเต็มแก้ม” ชูจุดขายตัวจริงเรื่องวัตถุดิบชั้นยอด ชิ้นใหญ่เต็มคำ ด้วยกระบวนการผลิตตามต้นตำรับญี่ปุ่น พร้อมเสิร์ฟ 2 รสชาติ ทั้งรสออริจินัลและรสสไปซี่ให้ได้ลิ้มลองแล้ววันนี้ มั่นใจเป็นหนึ่งทางเลือกให้ได้บริโภคขนมขบเคี้ยวที่อร่อยและมีประโยชน์ ตั้งเป้ายอดขายสินค้ากลุ่ม Sea Snack ภายใน 3 ปีไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท

นายฤทธิรงค์ บุญมีโชติ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจอาหารแช่แข็งและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แบรนด์ MONORI ถือเป็นการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์จากกุ้งแช่แข็งและเข้ามาทำตลาด Sea Snack เป็นครั้งแรก โดยได้แรงบันดาลใจมาจากการที่ผู้บริหารได้เห็นถึงวัฒนธรรมการทานกุ้งทั้งตัวในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งแตกต่างจากคนไทยที่นิยมทานแค่เนื้อกุ้ง จึงมีความคิดในการที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบกุ้ง ด้วยการใช้ประโยชน์จากหัวกุ้งที่คัดแยกออกมาจากการผลิตกุ้งเพื่อส่งออก และเลือกแก้มกุ้งที่เป็นส่วนที่เหมาะสมที่สุดมาผลิตเป็นสแน็ค ที่มีความกรอบอร่อยและแคลเซียมสูง
“MONORI แก้มกุ้ง” ผลิตด้วยกรรมวิธีแบบต้นตำรับญี่ปุ่น ผสานกับการคิดค้นจากทีมวิจัยและพัฒนา(R&D) ของบริษัท เพื่อให้มีรสชาติถูกปากผู้บริโภค โดยมีจุดเด่นตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบแก้มกุ้งที่สดใหม่และเลือกเฉพาะไซส์ใหญ่ซึ่งเป็นวัตถุดิบชั้นยอดจำนวนมาก เนื่องจากไทยยูเนี่ยนเป็นผู้ผลิตอาหารทะเลที่มีมาตรฐานการส่งออก นำมาผ่านกระบวนตามกรรมวิธีชุบแป้งและนำไปทอดในน้ำมันรำข้าวที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ และไม่ก่อให้เกิดไขมันทรานส์ ก่อนนำไปอบเพื่อความกรอบไม่อมน้ำมัน และปรุงรสตามสูตรเฉพาะของบริษัท สามารถทานได้ทุกเพศทุกวัย จนกลายมาเป็น “MONORI แก้มกุ้ง” ทั้ง 2 รสชาติ ทั้งแบบออริจินัล (ซองสีทอง) และรสสไปซี่ (ซองสีแดง)ที่มีรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ และมีความน่าสนใจที่พร้อมเปิดตัวในวันนี้

“เรามีแนวคิดที่ต้องการใช้วัตถุดิบกุ้งอย่างคุ้มค่า ลดความสูญเสีย และเพิ่มมูลค่าของวัตถุดิบเพื่อนำมาผลิตขนมขบเคี้ยวที่มีรสชาติอร่อยและแคลเซียมสูง ให้ทุกคนได้ลิ้มลอง โดยแก้มกุ้งถือเป็นส่วนที่มีรสชาติดี ไม่ต่างกับเนื้อกุ้งที่นิยมรับประทาน ซึ่งการที่บริษัทเป็นผู้นำในธุรกิจกุ้ง ทำให้เราสามารถคัดเลือกวัตถุดิบแก้มกุ้งชิ้นใหญ่ๆเพื่อนำมาผลิตด้วยขั้นตอนที่พิถีพิถัน และปรุงรสให้ออกมาถูกปากผู้บริโภค สามารถตอบโจทย์ความอร่อยตามคอนเซปต์ “MONORI แก้มกุ้ง เคี้ยว มันส์ ฟันน์ อร่อยเต็มแก้ม” ซึ่งนอกจาก “MONORI แก้มกุ้ง”จะเป็นของทานเล่นที่สามารถรับประทานได้สะดวกสบาย รวดเร็วแล้ว ยังสามารถนำไปรับประทานควบคู่กับอาหารอื่นๆ หรือใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารอื่นๆได้อีกหลากหลายตามความชอบของผู้บริโภค” นายฤทธิรงค์ กล่าว

สำหรับมุมมองในตลาดขนมขบเคี้ยวในประเทศไทยนั้น บริษัทมองว่ามีการขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปี โดยคนไทยนิยมบริโภคขนมขบเคี้ยวเป็นของทานเล่น ส่งผลให้มีผู้ประกอบการรายใหม่ๆ และสินค้ารูปแบบใหม่ออกมาสู่ตลาดเพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคอยู่เสมอ ในปี 2559 พบว่าตลาดขนมขบเคี้ยวโดยรวมมีมูลค่าประมาณ 39,587 ล้านบาท หรือเติบโต 9.5% จากปี 2558 (ข้อมูลจาก ศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร ‘Food Intelligence Center Thailand’) ดังนั้น ในปีนี้บริษัทคาดว่ามูลค่าตลาดน่าจะมีการเติบโตไม่น้อยกว่าปีก่อน เนื่องจากยังมีความต้องการบริโภคอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผลิตภัณฑ์ประเภท Sea Snack ในตลาดขนมขบเคี้ยวแม้มีจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากวัตถุดิบอื่นๆ ขณะที่ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าที่ทำมาจากกุ้ง หรือในรูปแบบเดียวกับ “MONORI แก้มกุ้ง” ยังมีไม่มากนัก และด้วยความเชี่ยวชาญด้านอาหารทะเลมาตรฐานในการผลิตชั้นเยี่ยมของบริษัท ประกอบกับการใช้วัตถุดิบจากกุ้งแท้ ๆ จะช่วยผลักดันให้สินค้า“MONORI แก้มกุ้ง” เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับผู้บริโภคได้บริโภคขนมขบเคี้ยวที่อร่อยและมีประโยชน์

นอกจากนี้ การทำการตลาดเชิงรุกในรูปแบบทั้งออฟไลน์ และออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาผ่านทางสื่อโทรทัศน์ วิทยุ หรือการประชาสัมพันธ์ผ่านเฟสบุ๊ค ไลน์ อินสตาแกรม ตลอดจนการจัดกิจกรรมทางการตลาดอื่นๆ เช่น การจัดบูธแสดงสินค้า เป็นต้น หรือการประชาสัมพันธ์ในช่องทางอื่นๆ เพิ่มขึ้นจะช่วยเพิ่มการเป็นที่รู้จักของสินค้ามากขึ้นด้วย
นายฤทธิรงค์ กล่าวเสริมว่า บริษัทได้แต่งตั้งสหพัฒน์ฯ เป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้า MONORI โดยได้เริ่มวางจำหน่ายบ้างแล้วในโมเดิร์นเทรดของเครือเดอะมอลล์ กรุ๊ป สยามพารากอน เอ็มโพเรี่ยม และเอ็มควอเทียร์ เทสโก้ โลตัส และทอปส์ ซุปเปอร์มาร์เกต ในเครือเซ็นทรัล นอกจากนี้อยู่ระหว่างเตรียมการที่จะเข้าไปขายใน ฟู้ดแลนด์ ลอว์สัน และซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้ออื่นๆภายในปีนี้ ซึ่งจะช่วยทำให้ยอดจำหน่ายเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทในช่วงครึ่งปีหลังเป็นอย่างดี ในอนาคตบริษัทมีแผนออกผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Sea Snack เพิ่มเติมเพื่อความหลากหลายของสินค้า โดยตั้งเป้ายอดขายสินค้ากลุ่ม Sea Snack ไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาทภายใน 3 ปี
###

เกี่ยวกับ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ทียู

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นผู้นำธุรกิจอาหารทะเลของโลก ซึ่งส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารทะเลที่มีนวัตกรรม รสชาติดี มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และมีคุณภาพสูงให้กับผู้บริโภคทั่วโลกมาเป็นเวลาเกือบ 40 ปี
วันนี้ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ปลาทูน่าบรรจุภาชนะชนิดต่าง ๆ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมียอดขายต่อปีมากกว่า 1.34 แสนล้านบาท (3.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ) และมีพนักงานทั่วโลกรวมกันมากกว่า 46,000 คน ซึ่งล้วนทุ่มเทเพื่อผลิตภัณฑ์อาหารทะเลที่มีนวัตกรรม และมีความยั่งยืน
ไทยยูเนี่ยนเป็นเจ้าของแบรนด์ทั่วโลก ประกอบด้วย แบรนด์ที่เป็นผู้นำตลาดโลกอย่าง Chicken of the Sea, John West, Petit Navire, Parmentier, Mareblu ,King Oscar, และ Rügen Fisch รวมทั้งแบรนด์ชั้นนำในประเทศไทย ได้แก่ ซีเล็ค, ฟิชโช เบลลอตต้า และมาร์โว่
จากพันธกิจในการเป็นบริษัทแห่งนวัตกรรมและดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบทั่วโลก ไทยยูเนี่ยนภูมิใจที่ได้เป็นหนึ่งในภาคีข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nations Global Compact) และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิเพื่อความยั่งยืนของอาหารทะเลสากล (International Seafood Sustainability Foundation – ISSF) ในปี 2558 ไทยยูเนี่ยนเปิดตัวกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน SeaChange® และดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเรื่องมาโดยตลอดในเรื่องดังกล่าว จนส่งผลโดยรวมให้ไทยยูเนียนได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกของดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices หรือ DJSI) สำหรับตลาดเกิดใหม่มาตั้งแต่ปี 2557 และในปี 2559 ไทยยูเนี่ยนได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของ DJSI เป็นปีที่สามติดต่อกัน นอกจากนี้ ไทยยูเนี่ยนได้รับการคัดเลือกให้ติดอันดับดัชนี FTSE4Good Emerging Index เมื่อเร็ว ๆ นี้อีกด้วย http://seachangesustainability.org.