สดจริงสิงห์บุรี คลุกวิถีติดดิน ฟินให้ถึงใจ ที่ “ไร่แสนสมบูรณ์”

793

ประสบการณ์ดีๆ เกิดขึ้นได้เสมอ ในทุกๆ ที่  ทำให้เรื่องของการท่องเที่ยวในวันนี้ มีความแปลกใหม่เกิดขึ้นมาก โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่เปิดมุมมองสดใสให้ทุกคนในครอบครัว หลุดจากห้องแอร์ ออกจากเซฟโซนที่เคยงอแง ไปใช้ชีวิตอาบแดดเปื้อนโคลนกันบ้าง อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้การเกษตรซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนไทย ได้เล่าเรื่องราวอีกหลายแง่มุมให้เราฟัง

Advertisement

และวันนี้ก็เกิดเป็นมุมมองใหม่ ของการท่องเที่ยวสิงห์บุรี ที่หลายคนอาจจะมองข้ามไป หรือยังไม่รู้ ว่าที่นี่ก็มีความสดใหม่ ชวนให้ไปสัมผัส ไม่แพ้ที่อื่นเลย

วันนี้เราเดินทางมาถึงสิงห์บุรีในยามสาย และแน่นอนว่า จะต้องแวะมาสักการะพระพุทธรูปปางไสยาสน์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ที่ “วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร” องค์พระมีความยาว 47 เมตร 42 เซนติเมตร และมีพุทธลักษณะตามแบบศิลปะสุโขทัยที่งดงาม

จากนั้นก็ไปทบทวนเรื่องราวของชาวบ้านบางระจันกันที่ “พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์วีรชนค่ายบางระจัน” ซึ่งจัดแสดงเรื่องราวความกล้าหาญและความเสียสละของชาวบ้านบางระจัน ซึ่งได้ยินคราใดก็ยังซาบซึ้ง และระลึกถึงบุญคุณของบรรพบุรุษผู้กล้าหาญเสมอ

ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของ อนุสาวรีย์วีรชนและอุทยานค่ายบางระจัน สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่วีรชนบ้านบางระจันผู้ประกอบวีรกรรมครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย

ฝั่งตรงข้ามยังเป็นที่ตั้งของ “วัดโพธิ์เก้าต้น” เป็นวัดอยู่ที่อำเภอค่ายบางระจัน เป็นวัดสำคัญวัดหนึ่ง ซึ่งภายในมีวิหารพระอาจารย์ธรรมโชติ ซึ่งภายในประดิษฐานรูปปฏิมากรรม พระอาจารย์ธรรมโชติ เป็นที่เคารพสักการะของชาวสิงห์บุรีโดยทั่วไปเนื่องจาก พระอาจารย์ธรรมโชติ รังสี ท่านเป็นพระที่เป็นมิ่งขวัญและพลังใจแก่ วีระชนชาวบ้าน บางระจันที่ทำให้วีระชนเข้าต่อสู้ป้องกันข้าศึกและได้รับชัยชนะ  

มาที่นี่เราจะได้เห็นความเชื่อความศรัทธาในแบบฉบับของตัวเอง  ทุกครั้งที่เรามาเยือน จะเห็นคนหาบน้ำมาเทในสระน้ำด้านหน้าวิหาร โดยเชื่อกันว่า ใครที่มาบนบานศาลกล่าวกับพระอาจารย์ธรรมโชติเอาไว้แล้วสมปรารถนา ก็จะมาหาบน้ำมาเทใส่ในสระศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ มาทีไร ก็เห็นเดินหาบกันอย่างคึกคักแทบทุกวัน

ตามที่เกริ่นไว้ว่า วันนี้เรามีแหล่งท่องเที่ยวอันสดใหม่ของสิงห์บุรีมาฝาก ถึงเวลาข้าวเที่ยวแล้ว ก็จะพาไปกันเลย

ไร่แสนสมบูรณ์ ชื่อก็บอกแล้วว่า “แสนสมบูรณ์” จากที่ดินทำกินราว 10 ไร่ ซึ่งเคยเป็นนาข้าวมาก่อน วันนี้เราได้พบกันเจ้าบ้าน “พี่กบ พรพรรณ แก้วแสน” ซึ่งเล่าให้ฟังว่า เดิมทีเป็นชาวนาปลูกข้าว และมองหาการใช้ชีวิตอยู่อย่างพอเพียง ให้มีรายได้หมุนเวียนภายในไร่ จึงขุดบ่อน้ำ สระน้ำ และแบ่งพื้นที่ทำไร่ปลูกผัก ทั้งถั่วฝักยาว ถั่วพู ดอกขจร อัญชัน และนาบัว โดยเหลือนาข้าวไว้ 5 ไร่ ซึ่งทั้งหมด เป็นการเกษตรปลอดสารเคมี

ปีที่ผ่านมา เริ่มเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว เพราะมีผู้ที่สนใจเข้ามาดูงาน โดยทาง ททท. ได้เข้ามาให้คำแนะนำ ก่อนที่จะเปิดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตร รับนักท่องเที่ยวได้วันละ 35 คน เพราะปัจจุบัน ยังมีพื้นที่ (ในร่ม) รองรับไม่มาก ต้องบอกว่า อันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการค่อยเป็นค่อยไป เพราะตั้งแต่เรานั่งอีแต๊กผ่านทุ่งนาเข้ามา แสงแดดที่แผดกล้าเป็นหนึ่งในความท้าทายของการมาเที่ยวที่นี่

แต่เชื่อไหมว่า แม้จะไม่ได้สมบูรณ์สะดวกพร้อมเหมือนชื่อ แต่กลายเป็นเป้าหมายสำคัญของกลุ่มวัยรุ่น กลุ่มครอบครัว โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ชื่นชอบเข้ามาท่องเที่ยวในท้องไร่ท้องนา พ่อแม่คนเมืองก็แอบยินดีที่ลูกได้ใกล้ชิดธรรมชาติ ได้เจอกับความลำบากเสียบ้าง แต่ความลำบากที่ว่านี้ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทนทุกข์ทรมานอะไร เพียงแค่แสงแดดที่แผดร้อนมาก และแน่นอนว่า ไม่มีห้องแอร์ให้หลบ 

เด็กๆ มักชื่นชอบกับการลงเล่นน้ำในบึงบัว บึงโคลน พายเรือ ดักกุ้ง กันสนุกสนานได้ตั้งแต่สายจรดเย็น ที่นี่จะมีมื้อเที่ยงให้บริการ 1 มื้อ พร้อมกิจกรรมต่างๆ ทั้งพายเรือเก็บบัว พับกลีบบัว ดำนา จับปลา ดักกุ้ง ทั้งหมดที่ว่ามา มีค่าใช้จ่าย 550 บาทต่อคน โดยวันหนึ่งจะรับเพียง 1 รอบ ฉะนั้นเมื่อเข้ามาแล้ว ก็อยู่กันยาวๆ แบบไม่ต้องรีบร้อนไปไหนเลย

แม้สภาพอากาศจะร้อนมาก แต่เราก็เห็นเด็กๆ ซึ่งเป็นลูกหลานของพี่กบเอง สนุกกับการเล่นโคลน จนไม่ยอมไปไหน แสงแดดทำอะไรความสุขความสนุกของเด็กๆ ไม่ได้ ทางเราก็อิ่มเอมกับอาหารที่ปรุงจากวัตถดิบสดจากไร่ ปลาจากบ่อที่เลี้ยงไว้ ผักที่ปลูกเอง เรียงรายมาทั้ง น้ำพริกกะปิ แกงส้ม ปลาทอด กินกับข้าวสวยห่อใบบัวมาอย่างงาม ตบท้ายด้วยขนมถ้วย ซึ่งเมนูเหล่านี้ เป็นที่ติดอกติดใจของนักท่องเที่ยวมามากต่อมาก แถมวันนี้ยังมีเมนูพิเศษ “เมี่ยงใบบัว” มาให้อร่อยกันจนลืมร้อน

ปัจจุบัน “ไร่แสนสมบูรณ์” อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และอาจจะเปิดรับนักท่องเที่ยวได้ในพื้นที่จำกัด แต่ต่อไปในอนาคต ทางไร่ก็จะพัฒนาต่อไป เพราะมีกลุ่มที่อยากมานอนค้างในไร่ จึงมีแนวคิดในการสร้างลานกางเต้นท์ และเพิ่มเติมส่วนห้องน้ำ

ช่วงนี้ปิดเทอม จึงมีคนเข้ามาเที่ยวเกือบทุกวัน ต้องอาศัยน้องๆ ในชุมชนมาช่วยบริการ แต่พอเปิดเทอมแล้ว ทางไร่ก็จะเปิดให้เข้ามาเที่ยวในวันเสาร์-อาทิตย์ โดยต้องจองกันเข้ามาก่อนเท่านั้น

สำหรับความเป็นอยู่ของพี่กบและครอบครัว เธอบอกว่า มาถูกทางแล้ว เพราะปัจจุบัน นอกจากจะอยู่ได้โดยตัวเอง พอมี พอกิน พอเก็บ และพอแบ่งปัน ก็ยังคงเดินหน้าเป็นเกษตรกรต่อไป โดยรายได้จากการทำนาปลูกผัก คิดเป็น 50% ส่วนอีก 50% ก็มาจากการท่องเที่ยว ซึ่งพ่วงด้วยการขายผลผลิตต่างๆ เห็นแล้วก็ยิ้มกับพี่กบไปด้วย  

วันนี้เรายังได้ทดลองดักกุ้ง ด้วยอุปกรณ์อย่างง่าย ที่น้องๆ มาสอนให้ทำ ปักไว้ริมตลิ่งแล้วก็ทำลืมๆ ไปซะ ก่อนจะกลับค่อยยกมาดูว่า จะมีเจ้ากุ้งฝอยมาติดกับบ้างไหม แต่เชื่อไหม จะเด็กหรือผู้ใหญ่ก็อยู่ไม่นิ่ง คอยเดินวนเวียน กระวนกระวาย กุ้งจะมาติดกับดักของฉันไหม กลายเป็นกิจกรรมที่สนุกสนานไปตามๆ กัน

ได้ยินว่า มีชาวต่างชาติเริ่มเข้ามาเที่ยวบ้างแล้ว แต่จะเลือกมานั่งกินข้าวและสูดอากาศเป็นหลัก อย่างนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีทีเข้ามา พี่กบเล่าว่า แม้จะไม่กล้าลุยน้ำลุยโคลน แต่พวกเขาอยากมานั่งสูดอากาศบริสุทธิ์ แถมยังจองข้าวในแปลง หากเก็บเกี่ยวเมื่อไหร่ พวกเขาขอเข้าคิวซื้อ เพราะเห็นแล้วว่า มาจากความตั้งใจจริง แถมไร้สารเคมีอีกด้วย

ตั้งแต่มาถึงจนจะกลับออกไปแล้ว ก็ยังเห็นเจ้าตัวซนทั้งสองคนยังคงดำผุดดำว่ายในบึงบัวและบึงโคลน ถามว่าร้อนไหม ตอบได้ว่าร้อนมาก แต่ก็ทนได้ เพราะว่า ชื่นใจมากเหมือนกัน

จากจุดนี้เราเดินทางไปยัง วิสาหกิจชุมขนมหวานบ้านทองเอน ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กัน ได้เข้าร่วมกิจกรรมคลายร้อน จากผลผลิตทางการเกษตรมาแปรรูปเป็นขนม มีให้เลือกทำ เลือกชิม และเลือกช้อป กันหลายอย่าง แต่อย่างหนึ่งที่คิดว่า น่าจะเจอก่อนไปไร่ก็คือ “หมวกฟางถัก” ปีกกว้าง (มาก) หากใช้เป็นกิมมิคท่องเที่ยวไร่ได้ คงสนุกและสดใสกว่านี้

เมื่อมีหมวกเป็นของตัวเองแล้ว เราก็พร้อมจะไปเช็คอิน ในดินแดนสดใหม่แห่งนี้กันต่อ  ได้ยินมาว่ามีความน่าสนใจ ในฟาร์ม ที่น่าสนใจมากๆ งานนี้ ไม่พลาดแน่ๆ

ไร่แสนสมบูรณ์ ต.ทองเอน อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี มีค่าใช้จ่ายในการเข้าท่องเที่ยว (อาหารเที่ยง-กิจกรรมต่างๆ) 550 บาท ติดต่อล่วงหน้าได้ที่ พี่กบ 084-7128729