เติมพลังดิน ฟินพลังป่า คลุกวิถีชาวนา สนุกนะ! “สระแก้ว”

99

มูลค่ามหาศาลของตลาดการค้าชายแดนที่ย่านโรงเกลือ ทำให้ชื่อของสระแก้วเป็นที่รู้จักของคนโดยทั่วไป แต่สำหรับนักท่องเที่ยวที่หลงใหลในเรื่องราวของธรรมชาติ ต่างบอกว่า นี่เป็นอีกดินแดนที่มีหลากแง่มุมที่น่าสนใจ ใครที่ยังไม่รู้ก็ต้องลองไป

Advertisement

ใช้เวลาราวสามชั่วโมงสบายๆ มุ่งหน้าจากกรุงเทพฯสู่สระแก้ว อีกจังหวัดที่มีความโดดเด่นและเป็นสีสันตะวันออกที่หลายคนยังไม่รู้ว่า มาเที่ยวสระแก้วแล้วจะไปไหนดี

นั่งอีแต๊กผจญภัยในปรากฎการณ์แห่งผืนดิน

เราเดินทางมุ่งสู่ หมู่บ้านคลองยาง ต.ทัพราช อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว แม้จะอยู่ในช่วงหน้าฝน แต่แดดยามสายก็เล่นเอาหลายคนออกอาการ เพราะเป้าหมายที่จะไปชมกันในวันนี้ เป็นผืนดินในที่โล่งกว้าง กินพื้นที่เป็น 2,000 ไร่ อลังการจนสาวๆ แอบคิดว่า จะโดนแดดเผาจนเกรียมและอาจจะต้องถอยร่นออกมากันแน่ๆ

แต่ไม่ต้องกังวล เพราะการท่องเที่ยวที่ “ละลุ” ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติอันน่าทึ่งนี้ มีอาสาสมัครชาวบ้านขับเคลื่อนรถอีแต๊กพาเราไป โดยบรรดารถอีแต๊กพร้อมร่มขนาดใหญ่เหล่านี้ จะรวมตัวกันอยู่ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ที่หมู่บ้านคลองยาง คิดค่าใช้จ่ายรอบละ 200 บาท ใครจะเลือกนั่งส่วนตัว คันเดียวคนเดียวหรือคู่เดียวก็ไม่ว่า แต่ 1 คัน นั่งได้ประมาณ 6 คน มาถึงแล้วก็แวะเข้าห้องน้ำห้องท่ากันให้เรียบร้อย แล้วขึ้นท้ายอีแต๊กไปลุยกันเลย

รถอีแต๊กขับเคลื่อนไปอย่างช้าๆ จากตัวหมู่บ้านคลองยาง เป็นระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร นำเรามาถึงจุดแห่งความเปลี่ยนแปลงอันงดงามนามว่า “ละลุ” ซึ่งแปลว่า “ทะลุ” ในภาษาเขมร

ละลุ” เป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดจากน้ำฝนกัดเซาะ  มีขนาดของกลุ่มเนินดินใหญ่น้อยกระจายตัวออกไป แม้อาจจะไม่อลังการเท่าแพะเมืองผี แต่ก็มีความน่าสนใจอยู่มาก จากรูปร่างของบรรดาเนินดินที่พังลงมาแต่ยังทรงตัวเป็นรูปร่าง สร้างลวดลายและพื้นผิวอันเป็นเอกลักษณ์ ดังผลงานศิลปะ และจะแปรเปลี่ยนไปเรื่อยตามแรงลมและสายฝน ดังนั้น สภาพของ “ละลุ” จึงเปลี่ยนแปลงไปไม่มีสิ้นสุด มาเที่ยวกี่ครั้งก็ได้ชมแบบใหม่ เหมือนนิทรรศการกลางแจ้งที่หมุนเวียนไปไม่มีเบื่อ

นักท่องเที่ยวสามารถแวะชมละลุตามจุดต่างๆ ได้ตามใจชอบ แต่รถอีแต๊กก็จะจอดรอเป็นจุดๆ  บางจุดก็ไม่สามารถนำรถเข้าไปได้ เพราะจะทำให้กระทบกระเทือนกับประติมากรรมทางธรรมชาติอันงดงาม

มาถึงจุดกลางแจ้งที่หลายคนแอบกังวล แต่พอถึงเวลาก็ได้เห็นแล้วว่า ความประหลาดใจในธรรมชาติที่สรรสร้าง ดึงทุกคนให้ลงจากรถ โดยไม่มีใครกลัวแดดกันอีกแล้ว ดังนั้นถ้าพกร่ม หมวก หรือผ้าคลุมไปด้วย ก็จะเป็นการดี เพราะแมนๆ ที่เห็นว่าทนทาน ก็เห็นคลุมผ้าปิดหน้าปิดตาจนมิดเหมือนกัน

ในทางกลับกัน ยิ่งได้แสงดี ท้องฟ้าก็เปล่งประกาย ขับให้กลุ่มเนินดินสีส้มที่เต็มไปด้วยลวดลาย โดดเด่นขึ้นไปอีก  ธรรมชาตินี่หนอ ชอบให้เราต้องปรับตัวอยู่เสมอ

ชมน้ำตกแสนเพลิน เดินป่าแบบสายชิลล์ 

ได้รับพลังธรรมชาติจากความอัศจรรรย์ใจของ “ละลุ” ไปแล้ว คราวนี้มุ่งหน้าแอบอิงธรรมชาติสีที่เต็มไปด้วยความเขียวชอุ่มกันบ้าง ที่ “อุทยานแห่งชาติปางสีดา” วันนี้เราใช้เวลาช่วงสั้นๆ ประมาณ 1 ชั่วโมง สำรวจเส้นทางเดินป่าแบบเพลินๆ ไม่ต้องห้อยโหนตีลังกาผจญภัยกันมากนัก โดยมีเจ้าหน้าที่อุทยานร่วมทางไปอย่างใกล้ชิด

เส้นทางเดินชมธรรมชาติ ที่เราเลือกเดินชมในวันนี้ เป็นแนวป่าที่คงความอุดมสมบูรณ์ มีธารน้ำตกไหลผ่าน จึงเป็นการเดินป่าชุดเล็ก ที่ได้ครบจบความฟิน ไม่เหนื่อยมาก แต่ก็พอให้สัมผัสธรรมชาติรอบตัว ได้เห็นธารน้ำในหน้าฝนอันอุดมสมบูรณ์ พร้อมพืชพรรณไม้ที่เบ่งบาน

จากธารน้ำตกน้อยๆ เราออกไปยังปากทางเข้าอุทยานฯ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ “น้ำตกปางสีดา” ซึ่งเป็นอีกจุกชมวิวที่เดินลงไปแบบสบายๆ ก็พบกับความงามอันอลังการของน้ำตกขนาดใหญ่ในช่วงฤดูฝน บริเวณจุดชมวิว มีการกั้นแนวรั้วไว้อย่างรัดกุม ส่วนไหนที่ลงไปยังตัวธารน้ำตกที่ไหลลงมาได้ ก็มีป้ายเตือนอย่างเคร่งครัด แต่ทุกคนก็ต้องตั้งมั่นบนความไม่ประมาท เพราะการเที่ยวน้ำตกในช่วงหน้าฝน ย่อมได้เจอกับความชุ่มชื้น หินบางก้อน บางกลุ่ม ก็อาจจะลื่นล้มหกคะเมนกันได้

ได้สัมผัสป่าเขียวๆ เห็นสายน้ำชุ่มตามาประพรมหัวใจ ทำให้หายเหนื่อยล้า นับเป็นพลังธรรมชาติที่รับมาไม่รู้ตัว

วิถีคนกับควาย เรียนรู้ได้ด้วยกัน

ที่ “โรงเรียนกาสรกสิวิทย์” ซึ่งอยู่ในตัวเมืองสระแก้ว เป็นสถานที่อันนำมาซึ่งความภาคภูมิใจ เนื่องจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิชัยพัฒนาจัดตั้งโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ขึ้น เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือกันระหว่างโครงการพระราชดำริ

ที่นี่เป็นโรงเรียนแห่งชีวิตวิถีกสิกรรม มีการทำนา เลี้ยงควายกันจริงๆ  ปัจจุบันมีกระบือในความดูแลราว 30 ตัว และเป็นทั้งควายนักเรียนและควายครู ที่คอยสาธิตวิถีกสิกรรมให้ผู้คนได้เข้าชม และเป็นแนวทางสำหรับคนทำนาที่ยังเลี้ยงควาย ให้ได้มาเรียนรู้ ความเป็นอยู่ของคนกับควายอย่างมีความสุข พึ่งพากันได้ โดยไม่ได้มองว่าควาย เป็นแค่เครื่องมือทำมาหากิน แต่เขาคือหนึ่งในชีวิตชาวนา

ภายใน “โรงเรียนกาสรกสิวิทย์” มีอาณาเขตกว้างขวาง ร่มรื่นและร่มเย็น มีบึงน้ำ นา ไร่ และต้นไม้ใหญ่ มีกิจกรรมให้ทำมากมาย ทั้งการเรียนรู้การสื่อสารระหว่างคนกับควาย ซึ่งเป็นเรื่องสนุกมาก มีการเรียนรู้การทำบ้านดิน ที่ให้เราได้ลงมือลองทำด้วยตัวเอง แต่ที่นี่ก็ไม่ได้เป็นแค่แหล่งเรียนรู้เชิงเกษตรที่เปื้อนดินเปื้อนโคลนกันอย่างเดียว (ซึ่งนั้นคือความสนุก) นักท่องเที่ยวทั่วไป ที่แวะเข้ามาชมวิถีชาวนาและการเป็นอยู่อย่างพอเพียงแล้ว ยังใช้เวลาพักผ่อนหย่อนใจ กินข้าว ดื่มกาแฟกันได้ที่ร้านกาแฟ “ควายคะนอง”  อีกส่วนเป็นที่พักซึ่งสร้างจากบ้านดิน ที่กำลังปิดปรับปรุง

มาที่นี่แล้วเราจะได้พบกับความน่ารักน่าชังของ “คุณเผือก” หรือ “ตะเพาแก้ว” กระบือทรงเลี้ยงของสมเด็จพระเทพฯ ซึ่งเป็นควายเผือกเพศผู้ที่หาได้ยาก แถมยังอารมณ์ ไม่ดื้อไม่เหวี่ยง แต่อาจจะซึมๆ วางตัวเฉยๆ บ้างก็ตอนง่วงนอน ทำให้คุณเผือกเป็นขวัญใจของทุกคน และน่าจะเป็นมาสคอตของโรงเรียนแห่งนี้ไปแล้ว

การเดินทางมายังสระแก้วในครั้งนี้ ยังได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของสระแก้วในมุมใหม่ จากผืนฟ้าชุ่มฝน พรมผืนนาให้สดชื่น ในละแวก อ.คลองหาด  มีร้านรวงน่ารักๆ ให้แวะพัก อย่างที่ “ร้านกาแฟบ้านย่า” ท่ามกลางทุ่งนา จุดเช็คอินใหม่ที่กำลังเป็นที่สนใจ

คนที่อยู่กับธรรมชาติด้วยความเคยชินอาจจะไม่รู้ว่า ธรรมชาติมีความหมายแค่ไหนกับคนในสังคมป่าคอนกรีต  เพราะแค่การได้นั่งนิ่งๆ ทิ้งสายตาไปกับความเขียวชอุ่มของท้องนาท้องไร่ ก็นับเป็นความสุขใจ ชาร์จพลังอย่างไวได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ทุกที่จากพลังธรรมชาติที่ผ่านเข้ามา  จึงถือเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข แถมยังสนุกจริงๆ นะ “สระแก้ว”