COOLSCULPTING ดึงหุ่นดี ให้กลับมา

22

ปัญหาเรื่องรูปร่างยังคงเป็นสิ่งกวนใจผู้หญิงสวยๆ อย่างเรากันใช่ไหมคะ โดยเฉพาะหากเรามีอายุที่เพิ่มขึ้น การสะสมไขมันย่อมเพิ่มขึ้นตาม มีปัญหาเรื่องการเผาผลาญไขมัน โดยเฉพาะคนที่มีน้ำหนักส่วนเกินหรือคุณแม่หลังคลอดที่มีน้ำหนักยังคงสะสมอยู่ที่ตัว นอกเหนือไปจากการควบคุมอาหารและออกกำลังกายเป็นประจำแล้ว อีกหนึ่งตัวช่วยในการขจัดไขมันคือ การสลายไขมันส่วนเกินด้วยความเย็น COOLSCULPTING ที่ช่วยกำจัดเซลล์ไขมันแบบถาวรให้ผลเทียบเท่าการผ่าตัด สามารถกลับไปทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้เร็ว

พญ.กาญจนา เสริมสวรรค์ ผู้อำนวยการศูนย์ผิวหนังและความงาม โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า เซลล์ไขมัน (Fat Cell) คือ เซลล์ที่พบมากในเนื้อเยื่อไขมัน มีหน้าที่เก็บพลังงานในรูปแบบไขมัน อยู่ตามบริเวณผิวหนังและรอบอวัยวะต่างๆ ทำหน้าที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย โดยเซลล์ไขมันจะแบ่งตัวจนประมาณอายุ 2 – 5 ขวบ แต่หลังจากนั้นเซลล์ไขมันจะทำการขยายขนาดแทน ดังนั้นหากร่างกายมีไขมันส่วนเกิน เซลล์ไขมันก็จะมีจำนวนมากขึ้นและเซลล์ไขมันที่มีอยู่เดิมจะมีขนาดใหญ่ขึ้น เมื่อเซลล์ไขมันเกิดการรวมตัวอย่างหนาแน่นจะเกิดการนูนขึ้นตามผิวหนังส่วนต่างๆ เป็นผิวเปลือกส้มที่เรียกว่า เซลลูไลท์ (Cellulite) ไขมันใต้ผิวหนังที่มักเกิดขึ้นบริเวณหน้าท้อง ต้นขา สะโพก และก้น การลดน้ำหนักและกำจัดเซลล์ไขมัน มีความแตกต่างกัน ตรงที่การลดน้ำหนัก เมื่อน้ำหนักลดลง เซลล์ไขมันจะมีขนาดเล็กลง แต่ยังคงอยู่ในจำนวนเท่าเดิม หากขาดการควบคุมน้ำหนักเซลล์ไขมันก็จะกลับมาโตขึ้นเรื่อยๆ ได้อีก และเมื่อไม่สามารถกักเก็บต่อไปได้ ก็จะแบ่งตัวออกเป็นเซลล์ไขมันใหม่ โดยเฉพาะคนอ้วนที่จะมีเซลล์ไขมันปริมาณมากและขนาดใหญ่ ในขณะที่การขจัดเซลล์ไขมันถาวรมีทางเดียวคือต้องเอาเซลล์ไขมันออกจากร่างกายหรือทำให้เซลล์ไขมันตาย โดยใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์มาช่วยกำจัดไขมันโดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อลดไขมันส่วนเกินในบริเวณต่างๆ

COOLSCULPTING ตัวช่วยกำจัดไขมัน เทคโนโลยีสลายไขมันส่วนเกินด้วยการนำคลื่นความเย็นมาช่วยกำจัดไขมันออกจากร่างกาย โดยส่งผ่านความเย็นระดับจุดเยือกแข็ง 4-7 องศาเซลเซียสแบบคงที่ลงไปใต้ชั้นผิวหนังเข้าสู่ชั้นไขมัน ทำให้เซลล์ไขมันแข็งตัวและสลายตัวเองแบบธรรมชาติในช่วง 3 วันแรก ก่อนที่จะถูกขจัดออกจากร่างกายทางระบบน้ำเหลืองแบบถาวรหลังจากนั้นภายใน 1 เดือน โดยมีขั้นตอนการรักษาดังนี้ 1)ขั้นตอนก่อนการรักษา เริ่มต้นด้วยการตรวจประเมินร่างกายกับแพทย์และทีมงานเพื่อวางแผนและกำหนดจุดที่จะทำการรักษาอย่างครอบคลุม โดยสามารถวางแผนการรักษาซ้ำหลังรักษาครั้งแรกประมาณ 2 เดือน เพื่อผลลัพธ์ที่น่าพอใจ โดยจุดที่มักเกิดปัญหาไขมันสะสม เช่น หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา สะโพก ก้น ปีกหลัง และเหนียงบริเวณใต้คาง 2)ขั้นตอนเข้าสู่การรักษา ในขั้นนี้จะมีการติดตั้งเครื่องมือในลักษณะแผ่นปล่อยความเย็นในบริเวณที่ต้องการ โดยจะมีการตรวจวัดอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ก่อนปล่อยคลื่นความเย็นไปใต้ชั้นผิวหนังอย่างต่อเนื่องประมาณ 30 – 35 นาทีต่อครั้ง ขณะทำในช่วง 5 – 10 นาทีแรกอาจเกิดความรู้สึกเย็น ตึง แสบปวดเพียงเล็กน้อย ก่อนจะกลายเป็นรู้สึกชา 3)ขั้นหลังการรักษา คนไข้อาจมีอาการปวด แดง ตึง ร้อนวูบวาบ ช้ำ แสบ คันได้แต่พบได้น้อย โดยเซลล์ไขมันที่ถูกคลื่นความเย็นจะค่อยๆ สลายตัวและถูกขับออกจากร่างกาย โดยเซลล์ไขมันจะเริ่มตายและเห็นผลค่อนข้างชัดเจนภายใน 3 สัปดาห์ และจะเห็นผลชัดเจนในช่วงเดือนที่ 3 หลังการรักษา เพราะร่างกายขจัดเซลล์ไขมันที่ตายแล้วออกจากชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ทำให้สัดส่วนดูกระชับและผิวเรียบเนียน ข้อดีของการขจัดเซลล์ไขมันด้วยวิธี COOLSCULPTING คือ ช่วยกำจัดไขมันแบบถาวร สัดส่วนลดลง ไม่ทำลายเซลล์และเนื้อเยื่อส่วนอื่นที่อยู่บริเวณข้างเคียง ไม่เกิดพังผืดใต้ผิวหนัง ไม่ต้องฉีดยาหรือใช้ยาชาเฉพาะจุด ไม่ต้องผ่าตัดและพักฟื้น และไม่มีบาดแผล ส่วนข้อจำกัดและข้อห้ามกับการทำ COOLSCULPTING ได้แก่ หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ อยู่ในระหว่างให้นมบุตร ผู้ที่แพ้ความเย็น เช่น ลมพิษจากความเย็น โรคกลัวความเย็น ผู้ที่มีการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ผู้ที่ติดอุปกรณ์ใดๆ ในร่างกาย อาทิ เครื่องกระตุ้นหัวใจ ผู้ป่วยที่เพิ่งผ่าตัดในบริเวณที่จะทำการรักษา

เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลรูปร่างสำหรับผู้ที่มีไขมันสะสมและต้องการกำจัดไขมันส่วนเกิน ตามการประเมินของแพทย์เพื่อผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ที่สำคัญควรเข้ารับบริการกับโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐาน นอกจากนี้การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นอาหารประเภทผัก ผลไม้ และออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อควบคุมน้ำหนักให้เป็นไปตามเกณฑ์ ก็จะช่วยรักษารูปร่างให้ดูดีได้อยู่เสมอ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ผิวหนังและความงาม โรงพยาบาลกรุงเทพ โทร. 02-310-3004 02-755-1004 หรือ Call Center โทร.1719